เอกนิติ ถอดรหัสนโยบายเศรษฐกิจไทย ตั้งเป้า GDP โตเกิน 3% พร้อมมาตรการเร่งด่วน
เอกนิติ ถอดรหัสนโยบายเศรษฐกิจไทย ตั้งเป้า GDP โต 3% (10.04.2026)

เอกนิติ ถอดรหัสนโยบายเศรษฐกิจไทย ตั้งเป้า GDP โตเกิน 3% พร้อมมาตรการเร่งด่วน

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจของกระทรวงการคลัง โดยตั้งเป้าหมายให้เศรษฐกิจไทยเติบโตมากกว่า 3% ภายในระยะเวลา 4 ปีข้างหน้า ซึ่งจะเน้นการขับเคลื่อนด้านการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชนให้มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 30% จากปัจจุบันที่อยู่ที่ 23% เพื่อพลิกวิกฤตเป็นโอกาส

มาตรการเร่งด่วนช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบาง

ในระยะสั้น กระทรวงการคลังจะเน้นออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูง รวมถึงการปรับลดงบประมาณปี 2570 โดยจะตัดงบประมาณที่ไม่จำเป็น เช่น การศึกษาดูงาน นำมาใช้ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ นายเอกนิติยืนยันว่าการทำงานต้องมุ่งเป้าชัดเจนและใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ

ในวันพรุ่งนี้ (11 เม.ย. 2569) คณะรัฐมนตรีจะมีการอนุมัติมาตรการช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบางจากภาวะวิกฤตราคาพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นมาตรการเร่งด่วนในช่วง 30 วัน ได้แก่ การเติมเงินเพิ่มในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 100 บาท การช่วยเหลือภาคขนส่งและประมงเพื่ออุดหนุนค่าน้ำมัน และป้องกันการปรับขึ้นค่าขนส่งที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเป็นวงกว้าง

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

มาตรการระยะยาวและโครงการใหม่

นอกจากนี้ จะมีการเสนอการจัดทำสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับการซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า การติดโซลาร์เซลล์ และสินเชื่อสำหรับการซื้อปุ๋ยของภาคเกษตรเข้าที่คณะรัฐมนตรีอีกด้วย ส่วนการออกพระราชกำหนดค้ำประกันเงินกู้ให้กับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงนั้น ระบุว่ายังไม่มีการเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มลดลงแล้ว

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

สำหรับการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน นายเอกนิติระบุว่าจะยังไม่ดำเนินการในขณะนี้ โดยจะเก็บไว้เป็นมาตรการสุดท้ายที่จะเลือกใช้ เนื่องจากประเทศไทยยังมีกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้อุดหนุนและดูแลราคาน้ำมันได้อยู่ และมีความยืดหยุ่นมากกว่า

โครงการรถเก่าแลกรถใหม่และมาตรการอื่นๆ

กระทรวงการคลังกำลังศึกษามาตรการรถเก่าแลกรถใหม่ เพื่อปรับเปลี่ยนการใช้พลังงานในระยะยาวและลดการพึ่งพาน้ำมันลง โดยจะเน้นสนับสนุนการซื้อรถใหม่ที่เป็นรถยนต์ไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งต้องผลิตในประเทศไทยเท่านั้น เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย

ส่วนความคืบหน้าของโครงการคนละครึ่ง พลัส ยืนยันว่าจะเดินหน้าต่ออย่างแน่นอน แต่รายละเอียดยังไม่ชัดเจน เนื่องจากต้องรอดูก่อนว่าจะสามารถดึงงบประมาณมาใช้ได้เท่าไหร่ โดยมีงบประมาณปี 2569 อยู่ราว 100,000 ล้านบาทที่ยังไม่ได้มีการลงนามผูกพันโครงการ ซึ่งจะสามารถดึงมาใช้ได้

ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและกรอบวินัยการเงิน

นายเอกนิติกล่าวว่าวิกฤติพลังงานในครั้งนี้จะเปลี่ยนบริบทโลกไปอย่างถาวร ทำให้ประเทศไทยต้องเร่งปรับตัว และยอมรับว่าวิกฤติโลกหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยรัฐบาลจะต้องเร่งดำเนินการป้องกันไม่ให้เกิดภาวะเศรษฐกิจทดถอยหรือ stagflation ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับหลายประเทศทั่วโลก

ทั้งนี้ นายเอกนิติยืนยันว่าจะรักษากรอบวินัยการเงินการคลัง โดยจะพยายามไม่ให้หนี้สาธารณะเกิน 70% ของจีดีพี แต่ถ้าหากมีความจำเป็นที่จะต้องช่วยเหลือดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ก็พร้อมที่จะมีการใช้งบประมาณเกินกว่ากรอบที่กำหนดไว้

ขณะที่ความคืบหน้าของแนวคิดการจัดทำภาษี Hometown Tax อยู่ระหว่างการศึกษาของกระทรวงการคลัง โดยมีแนวคิดที่จะให้ผู้เสียภาษีสามารถเลือกได้ว่าจะให้ภาษีที่ถูกจัดเก็บไปนั้นไปใช้เป็นงบประมาณเพื่อพัฒนาในพื้นที่หรือจังหวัดใด เช่น ในจังหวัดบ้านเกิดของตัวเองหรือจังหวัดอื่นในประเทศไทย