กนง.มีมติคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.50% ต่อเนื่อง ประเมินเศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าศักยภาพ
กนง.คงดอกเบี้ย 2.50% ต่อเนื่อง เศรษฐกิจโตต่ำศักยภาพ

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในการประชุมครั้งที่ 3 ของปี 2567 เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2567 มีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.50% ต่อปี โดยเป็นการคงดอกเบี้ยต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 2 ติดต่อกัน หลังจากที่เคยปรับขึ้นดอกเบี้ยมาแล้ว 8 ครั้งนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2565 รวม 2.50%

เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ

กนง.ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2567 และ 2568 มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ โดยคาดว่าจีดีพีปี 2567 จะโต 2.6% และปี 2568 โต 3.0% ซึ่งต่ำกว่าประมาณการเดิมเล็กน้อย เนื่องจากอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอ โดยเฉพาะการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนที่ชะลอตัวลง รวมถึงภาคการส่งออกที่ยังคงฟื้นตัวช้า

นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ในฐานะเลขานุการ กนง. กล่าวว่า "เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง แต่ยังต่ำกว่าศักยภาพ โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชนและการท่องเที่ยว แต่ภาคการส่งออกและภาคการผลิตยังคงเผชิญความท้าทาย"

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

กนง.คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2567 จะอยู่ที่ 1.0% และปี 2568 อยู่ที่ 1.3% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากประมาณการก่อนหน้าเล็กน้อย เนื่องจากราคาสินค้าเกษตรและอาหารสดที่ปรับสูงขึ้น รวมถึงราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ทรงตัวในระดับสูง อย่างไรก็ตาม เงินเฟ้อพื้นฐานยังคงต่ำ สะท้อนอุปสงค์ในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

คณะกรรมการฯ มองว่าเงินเฟ้อทั่วไปที่เพิ่มขึ้นเป็นผลจากปัจจัยชั่วคราวด้านอุปทานเป็นหลัก โดยเฉพาะราคาผักและผลไม้ที่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศ รวมถึงราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อจากอุปสงค์ยังมีจำกัด

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

นโยบายการเงินยังคงเหมาะสม

กนง.เห็นว่านโยบายการเงินที่ผ่อนคลายในระดับหนึ่งยังคงเหมาะสมต่อการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่ต้องรักษาเสถียรภาพด้านราคาและเสถียรภาพระบบการเงินในระยะยาว โดยคณะกรรมการฯ พร้อมปรับเปลี่ยนนโยบายหากภาวะเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ

นางสาวชญาวดี กล่าวเพิ่มเติมว่า "คณะกรรมการฯ ติดตามความเสี่ยงจากปัจจัยต่างประเทศ เช่น การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกและการท่องเที่ยวของไทย รวมถึงความผันผวนของตลาดการเงินโลก"

มุมมองต่อค่าเงินบาทและตลาดการเงิน

กนง.ประเมินว่าค่าเงินบาทในระยะต่อไปมีแนวโน้มผันผวนจากนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยคณะกรรมการฯ จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งดูแลให้ตลาดการเงินทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้านตลาดพันธบัตรไทย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวลดลงเล็กน้อยหลังการประชุม สะท้อนการคาดการณ์ว่ากนง.จะคงดอกเบี้ยต่อไปอีกระยะหนึ่ง นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่ากนง.อาจปรับลดดอกเบี้ยในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 หากเศรษฐกิจฟื้นตัวชัดเจน

เสถียรภาพระบบการเงินยังแข็งแกร่ง

กนง.รายงานว่าเสถียรภาพระบบการเงินโดยรวมยังแข็งแกร่ง โดยสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) อยู่ในระดับต่ำ และธนาคารพาณิชย์มีเงินกองทุนในระดับสูง อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจเป็นความเสี่ยงต่อการบริโภคในระยะข้างหน้า

ทั้งนี้ กนง.จะติดตามข้อมูลเศรษฐกิจและเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด เพื่อประกอบการตัดสินใจนโยบายในการประชุมครั้งต่อไป ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 12 มิถุนายน 2567