เช้าวันนี้ (8 มิ.ย.) ค่าเงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 32.82 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงอย่างหนักจากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้าที่ 32.61 บาทต่อดอลลาร์ โดยได้รับแรงกดดันจากรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งเกินคาด รวมถึงความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน
บาทอ่อนค่าต่อเนื่อง หลังตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ ดีเกินคาด
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า เงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลงต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยทดสอบโซนแนวต้านที่ 32.85 บาทต่อดอลลาร์ และแกว่งตัวในกรอบ 32.60-32.85 บาทต่อดอลลาร์ หลังจากที่ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) เดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้นถึง 1.72 แสนราย สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้
นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนสูงของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) โดยปัจจุบันตลาดมั่นใจเกิน 100% ว่าเฟดจะสามารถปรับขึ้นดอกเบี้ยได้อย่างน้อย 1 ครั้งในปีนี้ ส่งผลให้เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปีของสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น พร้อมกับกดดันให้ราคาทองคำ (XAUUSD) ร่วงลงอย่างหนักสู่ระดับ 4,350 ดอลลาร์ต่อออนซ์
แนวโน้มเงินบาทระยะสั้น ยังเผชิญแรงกดดัน
สำหรับสัปดาห์นี้ นักวิเคราะห์ประเมินว่าตลาดควรเตรียมรับมือกับความผันผวนจากพัฒนาการของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน รวมถึงรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ที่จะประกาศในวันพุธนี้ โดยมองว่าโมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) มีกำลังมากขึ้น หลังจากที่ตลาดรับรู้ข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่ง และหากการเจรจาหยุดยิงยังไม่มีความคืบหน้าที่ดี เงินบาทก็เสี่ยงที่จะเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อรายงานเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด
อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยง Two-Way Risk ที่เงินบาทสามารถเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะกรณีที่เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง ซึ่งอาจเกิดจากการแทรกแซงของทางการญี่ปุ่นและสหรัฐฯ หรือภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาด เช่น การดิ่งลงของหุ้นเทคฯ
กรอบค่าเงินบาทและกลยุทธ์การลงทุน
สำหรับกรอบค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ คาดว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 32.40-33.15 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนกรอบ 24 ชั่วโมงข้างหน้าอยู่ที่ 32.70-33.00 บาทต่อดอลลาร์ โดยแนวรับแรกอยู่ที่ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ และแนวรับถัดไปที่ 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่แนวต้านสำคัญอยู่ที่ 32.85 บาทต่อดอลลาร์ และ 33.00 บาทต่อดอลลาร์
ด้านฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาดที่ 32.84 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าจากราคาปิดวันศุกร์ที่ 32.62 บาทต่อดอลลาร์ โดยดอลลาร์แข็งค่าเทียบสกุลเงินหลัก หลังตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ สูงกว่าคาดเกือบ 2 เท่า ขณะที่อัตราว่างงานอยู่ที่ 4.3% สอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ ทำให้ตลาดให้น้ำหนักเกือบ 60% ว่าเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธันวาคม 2569
ทั้งนี้ FedWatch Tool ของ CME Group ชี้ว่านักลงทุนไม่คาดว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยในปีนี้ โดยให้น้ำหนัก 57.7% ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00% ในการประชุมเดือนธ.ค. และให้น้ำหนักเพียง 41.6% ที่เฟดจะคงดอกเบี้ยที่ 3.50-3.75% ส่วนสัปดาห์นี้ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ Fund Flow ของต่างชาติ สถานการณ์ตะวันออกกลาง ตัวเลขเงินเฟ้อคาดการณ์ผู้บริโภค ดัชนีราคาผู้บริโภคและผู้ผลิตเดือนพ.ค. ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (เบื้องต้น) มิ.ย. จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ รวมถึงผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในวันที่ 11 มิ.ย.
สำหรับสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติระหว่างวันที่ 2-5 มิ.ย. 2569 นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทย 5,767 ล้านบาท แต่ขายสุทธิพันธบัตรไทย 4,553 ล้านบาท
คำแนะนำกลยุทธ์และอัตราแลกเปลี่ยน
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้ทยอยซื้อ USD/THB ที่ 32.70 และขายที่ 33.00 ส่วน EUR/THB แนะนำซื้อ 37.60 ขาย 38.10 และ JPY/THB แนะนำซื้อ 0.2020 ขาย 0.2070
อัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักระหว่างธนาคาร ณ วันที่ 5 มิถุนายน 2569 อยู่ที่ 32.666 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่อัตราแลกเปลี่ยนประจำวันสำหรับสกุลเงินต่างๆ มีดังนี้: USD ซื้อ 32.4342 ขาย 32.8466, GBP ซื้อ 43.3496 ขาย 44.2813, EUR ซื้อ 37.5035 ขาย 38.2800, JPY ซื้อ 20.0373 ขาย 20.7684, HKD ซื้อ 4.1200 ขาย 4.2122



