ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เปิดเผยข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) สำหรับเดือนสิงหาคม 2566 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเงินเฟ้อลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยอยู่ที่ระดับ 0.88% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ตัวเลขนี้ถือเป็นอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำที่สุดในรอบ 33 เดือน นับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2563 ที่มีอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 0.41%
ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อเงินเฟ้อลดลง
การลดลงของเงินเฟ้อในเดือนสิงหาคมนี้ เกิดขึ้นจากหลายปัจจัยหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลดลงของราคาอาหารและพลังงาน ราคาอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่รวมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาสูบ ลดลง 0.3% จากปีก่อนหน้า ในขณะที่ราคาพลังงานลดลงถึง 3.1% ซึ่งเป็นผลจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลง รวมถึงมาตรการควบคุมราคาของรัฐบาล
เงินเฟ้อพื้นฐานยังคงอยู่ในระดับต่ำ
นอกจากเงินเฟ้อทั่วไปแล้ว ธนาคารแห่งประเทศไทยยังรายงาน เงินเฟ้อพื้นฐาน ซึ่งไม่รวมราคาอาหารสดและพลังงาน สำหรับเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 0.39% ต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไป สิ่งนี้สะท้อนถึงแรงกดดันด้านราคาที่อ่อนตัวลงในภาคเศรษฐกิจอื่นๆ เช่น ที่อยู่อาศัยและบริการ
แนวโน้มและผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย
การลดลงของเงินเฟ้อในครั้งนี้ อาจส่งผลให้ธนาคารแห่งประเทศไทยพิจารณานโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้นในอนาคต เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า เงินเฟ้อที่ต่ำเกินไปอาจเป็นสัญญาณของความอ่อนแอทางเศรษฐกิจ หากการบริโภคภายในประเทศยังคงชะลอตัว
สำหรับเดือนกรกฎาคม 2566 ที่ผ่านมา เงินเฟ้ออยู่ที่ 0.38% ซึ่งแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง การเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ช่วยให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าและบริการในประเทศไทย
- เงินเฟ้อเดือนสิงหาคม 2566: 0.88%
- เงินเฟ้อเดือนกรกฎาคม 2566: 0.38%
- เงินเฟ้อพื้นฐานเดือนสิงหาคม 2566: 0.39%
ข้อมูลนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายงานประจำเดือนที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเผยแพร่ เพื่อให้สาธารณชนและนักลงทุนสามารถติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจได้อย่างใกล้ชิด การเฝ้าระวังเงินเฟ้อยังคงมีความสำคัญ เนื่องจากอาจส่งผลต่ออัตราดอกเบี้ยและค่าครองชีพของประชาชนในระยะยาว