กระทรวงพลังงานเผยยอดใช้ดีเซลพุ่งสูง 87.5 ล้านลิตรต่อวัน ศบก.ยังไม่หารือลดภาษีสรรพสามิต
เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 เวลา 17.40 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน ได้แถลงภายหลังการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ถึงรายงานสถานการณ์น้ำมันเชื้อเพลิงล่าสุดของประเทศ ณ วันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา โดยระบุว่า ปริมาณการจำหน่ายน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 87.5 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของเดือนมีนาคมที่ผ่านมาที่อยู่ที่ 83 ล้านลิตรต่อวันอย่างมีนัยสำคัญ
รายละเอียดการจำหน่ายน้ำมันและมาตรการรองรับ
การจำหน่ายน้ำมันดีเซลแบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก ได้แก่
- การจำหน่ายผ่านสถานีบริการน้ำมัน 69.5 ล้านลิตร
- การจำหน่ายให้กลุ่มขนส่ง อุตสาหกรรม รวมถึงส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจอีกประมาณ 18 ล้านลิตร
ในขณะเดียวกัน น้ำมันเบนซินมียอดจำหน่ายอยู่ที่ 32-33 ล้านลิตร ซึ่งเริ่มปรับตัวลดลงมาใกล้เคียงกับยอดขายเฉลี่ยในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา แสดงถึงสภาวะการใช้ที่เริ่มกลับสู่ปกติ
เพื่อรองรับความต้องการใช้ของประชาชน กระทรวงพลังงานได้ดำเนินมาตรการผ่อนผันการสำรองน้ำมันตามกฎหมาย โดยมีการระบายน้ำมันออกมาเสริมในระบบแล้วรวมทั้งสิ้น 120 ล้านลิตร นอกจากนี้ ยังมีมาตรการสนับสนุนน้ำมัน B20 ซึ่งมีราคาถูกกว่าน้ำมัน B7 ประมาณ 5 บาท เนื่องจากได้รับการสนับสนุนจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
การจำหน่ายน้ำมัน B20 และความคืบหน้าแอป Fuel now
น้ำมัน B20 จะไม่มีจำหน่ายทั่วไปตามสถานีบริการน้ำมัน แต่จะเป็นการซื้อผ่านคลังน้ำมันเท่านั้น เพื่อจำหน่ายให้เฉพาะกลุ่ม เช่น กลุ่มเรือประมง หรือรถยนต์บางรุ่นที่รองรับ เพื่อป้องกันปัญหาด้านการรับประกันและเครื่องยนต์ โดยปัจจุบันสามารถสั่งซื้อได้ที่คลังพระโขนง (OR), คลังน้ำมันสงขลา และคลังน้ำมันสังขละบุรี ส่วนคลังของเชลล์ (Shell) คาดว่าจะเริ่มจำหน่ายได้ในช่วงต้นเดือนเมษายนนี้
เมื่อถามถึงความคืบหน้าเรื่องการใช้งานแอปพลิเคชัน “App Fuel now” ที่สถานะยังไม่อัปเดต นายวีรพัฒน์กล่าวว่า ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเร่งพัฒนาและนำเข้าข้อมูลสถานีบริการทั่วประเทศจากพลังงานจังหวัด คาดว่าจะสามารถใช้งานได้ดีขึ้นภายใน 1-2 วันนี้
ประเด็นการลดภาษีสรรพสามิตยังไม่ถูกหารือ
นายวีรพัฒน์ย้ำว่า ในที่ประชุมศบก.ครั้งนี้ยังไม่ได้มีการหยิบยกประเด็นเรื่องการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลขึ้นมาหารือหรือรายงานแต่อย่างใด ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าในขณะนี้ยังไม่มีแนวทางหรือข้อสรุปในเรื่องดังกล่าวจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง



