ธุรกิจประกันภัยไทยเผชิญความท้าทายรุนแรงปี 2569 แนะปรับตัวด่วน
ธุรกิจประกันภัยไทยเผชิญความท้าทายรุนแรงปี 2569

ธุรกิจประกันภัยในประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายปี โดยคาดว่าปี 2569 จะเป็นปีที่ยากลำบากสำหรับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนี้ เนื่องมาจากปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและภัยธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น

ปัจจัยกดดันหลักของธุรกิจประกันภัย

นายกิตติพงศ์ อรุณโรจน์สุริยะ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมประกันภัยกำลังเผชิญกับแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง ซึ่งส่งผลให้กำลังซื้อของประชาชนลดลง และการแข่งขันในตลาดที่รุนแรงขึ้น นอกจากนี้ ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งและรุนแรงขึ้น เช่น น้ำท่วมและพายุ ส่งผลให้บริษัทประกันต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนจำนวนมาก

ผลกระทบต่อผลประกอบการ

จากข้อมูลของสมาคมประกันวินาศภัยไทย พบว่าในปี 2568 อัตราการเติบโตของเบี้ยประกันภัยรวมชะลอตัวลงเหลือเพียงร้อยละ 2.5 จากที่เคยเติบโตถึงร้อยละ 5 ในปีก่อนหน้า ขณะที่อัตราส่วนค่าสินไหมทดแทนต่อเบี้ยประกันภัยรับรวม (Loss Ratio) ปรับตัวสูงขึ้นแตะระดับร้อยละ 65 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 5 ปี สะท้อนถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของธุรกิจ

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น

นายกิตติพงศ์กล่าวว่า “ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา เช่น น้ำท่วมใหญ่ในหลายจังหวัด และพายุที่สร้างความเสียหายอย่างหนัก ทำให้บริษัทประกันต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนจำนวนมาก ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลประกอบการโดยรวมของอุตสาหกรรม” นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังทำให้รูปแบบของภัยธรรมชาติมีความไม่แน่นอนมากขึ้น ทำให้การประเมินความเสี่ยงทำได้ยากขึ้น

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น

การแข่งขันในธุรกิจประกันภัยยังคงรุนแรง โดยเฉพาะในกลุ่มประกันภัยรถยนต์ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์หลักที่มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 60 ของเบี้ยประกันภัยรับรวมทั้งหมด การลดราคาเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดส่งผลให้อัตรากำไรของบริษัทลดลง ขณะที่ต้นทุนการดำเนินงานยังคงสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านการตลาดและค่าคอมมิชชั่นตัวแทน

แนวทางการปรับตัวของผู้ประกอบการ

ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์เพื่อความอยู่รอด โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน เช่น การใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ในการประเมินความเสี่ยงและการบริหารจัดการค่าสินไหมทดแทน นอกจากนี้ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในยุคเศรษฐกิจชะลอตัว เช่น ประกันภัยแบบจ่ายตามการใช้งาน หรือประกันภัยที่ครอบคลุมความเสี่ยงเฉพาะด้าน ก็เป็นอีกแนวทางที่สำคัญ

บทบาทของหน่วยงานกำกับดูแล

สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) มีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลให้ธุรกิจประกันภัยดำเนินไปอย่างมีเสถียรภาพ โดยได้ออกมาตรการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ เช่น การผ่อนปรนเกณฑ์การดำรงเงินกองทุน และการส่งเสริมให้มีการใช้เทคโนโลยีในการบริหารความเสี่ยง

นายกิตติพงศ์กล่าวทิ้งท้ายว่า “การปรับตัวในครั้งนี้ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการอยู่รอดในอุตสาหกรรมประกันภัย ซึ่งกำลังเผชิญกับความท้าทายที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”