TISCO ESU ปรับเพิ่ม GDP ไทยปี 69 เป็น 1.8% แต่เตือนเสี่ยงเผชิญพายุลูกใหญ่
TISCO ESU ปรับเพิ่ม GDP ไทยปี 69 เป็น 1.8% แต่เตือนเสี่ยงเผชิญพายุ

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ หรือ TISCO ESU ได้ปรับเพิ่มประมาณการการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือ GDP ของไทยในปี 2569 ขึ้นเป็น 1.8% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ 1.2% หลังจากตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกออกมาดีกว่าที่คาด และภาครัฐได้ออกมาตรการกระตุ้นการบริโภคผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” อย่างไรก็ตาม TISCO ESU ยังคงเตือนว่าเศรษฐกิจไทยยังเปราะบางและมีความเสี่ยงสูงจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นถึง 40-50%

การส่งออกที่ดูดีแต่กลับไม่ยั่งยืน

นายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจ TISCO ESU เปิดเผยว่า แม้ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกจะดูดี แต่เมื่อเจาะลึกลงไปกลับพบสัญญาณความเปราะบางและการฟื้นตัวที่ไม่เท่าเทียม โดยเฉพาะในภาคการส่งออก แม้ภาพรวมจะขยายตัวดี โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวกับ AI และ Data Center แต่พบว่าดุลการค้าในไตรมาส 1/69 กลับมาติดลบเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ไตรมาส สะท้อนว่าสินค้าหลายรายการเป็นเพียงสินค้าทางผ่าน (Transshipment) หรือรับจ้างประกอบ โดยเฉพาะสินค้าหมวดชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์และหน่วยประมวลผลข้อมูลดิจิทัล ซึ่งมีความสัมพันธ์ระหว่างการนำเข้าและส่งออกสูงถึง 0.85 และ 0.92 ตามลำดับ และมีคะแนนความน่าสงสัยสูงสุด สินค้าเหล่านี้เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการส่งออก แต่กลับไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจหรือกระจายรายได้สู่ภาคส่วนอื่นในประเทศ

โรงงานปิดตัวมากกว่าเปิดใหม่ สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้าง

ด้านการลงทุนรวมที่ดูเหมือนจะแข็งแกร่งด้วยการเติบโต 9.9% YoY (การลงทุนภาคเอกชนโต 10.1% สูงสุดในรอบ 3 ปีครึ่ง) จากเงินลงทุนต่างชาติและการตื่นตัวเรื่อง AI แต่ความจริงที่น่าตกใจคือ จำนวนโรงงานที่ปิดกิจการมีมากกว่าเปิดใหม่เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส โดยเฉพาะโรงงานขนาดเล็ก สวนทางกับโรงงานขนาดใหญ่และกลางที่ขยายกิจการ ภาพนี้ตอกย้ำว่าธุรกิจดั้งเดิมกำลังย่ำแย่ ขณะที่กลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูงซึ่งเป็นรายใหญ่และมีเงินทุนมากกลับเติบโตอย่างกระจุกตัว

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

มาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ช่วยได้เพียงชั่วคราว

TISCO ESU ประเมินว่าโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” จะช่วยบวก GDP ได้ประมาณ 0.3% แต่เป็นเพียงการประคองมากกว่าการกระตุ้น และมีผลแค่ชั่วคราว เนื่องจากตัวทวีคูณทางการคลังต่ำ แม้จะช่วยให้เม็ดเงินวิ่งเข้าหาร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งช่วยคนตัวเล็กในสภาวะที่ยากลำบากได้บ้าง แต่ขาดความยั่งยืน

เตือน “พายุของจริง” กำลังมา

TISCO ESU เตือนว่าอย่าประมาทกับตัวเลขไตรมาสแรกที่ดี ซึ่งเป็นภาพก่อนเกิดสงครามตะวันออกกลางที่รุนแรง หากสงครามยืดเยื้อ ราคาน้ำมันอาจดีดขึ้นไปอีก 40-50% และเสี่ยงขาดแคลน วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซยังส่งผลให้ปุ๋ยและเม็ดพลาสติกขาดตลาด ราคาอาหารจะปรับขึ้น ธุรกิจบางรายขาดของต้องหยุดผลิต ผู้คนเริ่มรัดเข็มขัด และอัตราการว่างงานเริ่มถีบตัวสูงขึ้น ความเสียหายต่อเศรษฐกิจจะชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ความเสี่ยงของไทยยังโน้มไปทางด้านต่ำ

ดอกเบี้ยเป็น “กระสุนด้าน” คาด กนง. คงที่ 1.00%

นายเมธัสมองว่าการลดดอกเบี้ยนโยบายอาจเป็นเพียงกระสุนด้านที่ไม่สามารถแก้ปัญหาที่เกิดจากฝั่งอุปทานได้ TISCO ESU จึงคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ตลอดทั้งปีนี้ และมีความเสี่ยงที่ปีหน้าดอกเบี้ยอาจต้องกลับมาเป็นขาขึ้นตามทิศทางโลกและเงินเฟ้อที่ดื้อรั้น ส่วนทิศทางค่าเงินบาท มองว่ามีแนวโน้มอ่อนค่า โดยในช่วง 3 เดือนข้างหน้ามีโอกาสแตะระดับ 34.0 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ จากปัจจัยกดดัน 3 ประการ ได้แก่ ตลาดกังวลเงินเฟ้อสหรัฐฯ อาจทำให้ Fed ขยับขึ้นดอกเบี้ย แนวโน้มดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยขาดดุลต่อเนื่อง และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี จ่อพุ่งแตะ 2.5% อาจทะลุ 2.8% จากความเสี่ยงเงินเฟ้อและปริมาณพันธบัตรที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะกดดันให้เม็ดเงินต่างชาติไหลออก

นอกจากนี้ ค่าเงินบาทอาจอ่อนค่าไปไกลกว่าระดับ 34.0 โดยเฉพาะหากราคาน้ำมันพุ่งแรง 40-50% ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้หากสงครามยังหาข้อยุติไม่ได้ แค่สถานการณ์ยืดเยื้ออีก 3-4 เดือนก็อาจส่งผลให้ปริมาณน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ในคลังของประเทศหลักปรับลดลงจนถึงจุดวิกฤติ ทำให้ตลาดการเงินเกิดความกลัว