ตลาดหุ้นไทยปิดการซื้อขายวันที่ 7 พฤษภาคม 2567 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 6.55 จุด หรือคิดเป็นร้อยละ 0.47 มาอยู่ที่ 1,387.03 จุด โดยมีมูลค่าการซื้อขายรวมทั้งสิ้น 43,206.46 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงก่อนหน้า สะท้อนถึงความระมัดระวังของนักลงทุน ขณะที่ดัชนีเคลื่อนไหวในกรอบแคบตลอดทั้งวัน โดยมีปัจจัยหนุนหลักจากแรงซื้อหุ้นขนาดใหญ่ที่นักลงทุนเข้าซื้อเพื่อเก็งกำไรระยะสั้น หลังจากที่สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศเริ่มมีสัญญาณผ่อนคลายลงบ้าง
บรรยากาศการลงทุน
นายกรกฤช เตชะวณิชย์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยในวันนี้ได้รับแรงหนุนจากการเก็งกำไรในหุ้นขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานและธนาคารพาณิชย์ หลังจากที่นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับประเด็นทางการเมือง อย่างไรก็ตาม ปริมาณการซื้อขายที่เบาบางยังเป็นปัจจัยที่บ่งชี้ว่านักลงทุนยังไม่มั่นใจในทิศทางของตลาดมากนัก
ปัจจัยที่ต้องติดตาม
สำหรับแนวโน้มการลงทุนในระยะต่อไป นักวิเคราะห์มองว่า นักลงทุนควรจับตาการประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนประจำไตรมาสแรกของปี 2567 รวมถึงทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ซึ่งจะมีผลต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนต่างประเทศ นอกจากนี้ ปัจจัยภายในประเทศอย่างความชัดเจนของนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ก็เป็นสิ่งที่ตลาดรอคอย
หุ้นที่มีการซื้อขายสูงสุด
- บมจ.ปตท. (PTT) มูลค่าการซื้อขาย 2,234.56 ล้านบาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง
- บมจ.ธนาคารกรุงเทพ (BBL) มูลค่าการซื้อขาย 1,987.34 ล้านบาท ราคาเพิ่มขึ้น 0.50 บาท
- บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) มูลค่าการซื้อขาย 1,765.89 ล้านบาท ราคาเพิ่มขึ้น 2.00 บาท
มุมมองระยะสั้น
นายกิตติพงศ์ วงศ์ทอง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยในระยะสั้นยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้อีก หากไม่มีปัจจัยลบใหม่เข้ามากระทบ โดยเฉพาะการเมืองในประเทศที่เริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น แต่นักลงทุนควรระมัดระวังความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นจากปัจจัยต่างประเทศ



