ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ที่ 1,280.90 จุด ลดลง 7.01 จุด หรือ 0.54% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 44,625.43 ล้านบาท โดยดัชนีเคลื่อนไหวในกรอบแคบและปรับตัวลงตามแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐอาจชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง
ปัจจัยกดดันตลาด
นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงสอดคล้องกับตลาดหุ้นภูมิภาค เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ปรับตัวขึ้นใกล้ระดับ 4.30% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 เดือน สร้างแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยง รวมถึงหุ้นไทย
นอกจากนี้ นักลงทุนยังคงจับตาการเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐในสัปดาห์หน้า ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางนโยบายการเงินของเฟด โดยหากเงินเฟ้อสูงกว่าคาด อาจยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้เฟดคงอัตราดอกเบี้ยไว้นานขึ้น
กลุ่มที่กดดันตลาดมากที่สุด
- กลุ่มพลังงาน: ราคาน้ำมันดิบที่อ่อนตัวลงกดดันหุ้นในกลุ่ม โดยเฉพาะ PTT และ PTTEP ที่ปรับตัวลงตามทิศทางราคาน้ำมัน
- กลุ่มธนาคาร: ความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มดอกเบี้ยที่อาจสูงขึ้นนาน ส่งผลให้หุ้นแบงก์ปรับตัวลง นำโดย KBANK และ SCB
- กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์: หุ้น DELTA ปรับตัวลงแรง เนื่องจากนักลงทุนกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มการส่งออกที่ชะลอตัว
มุมมองต่อตลาด
นายกรภัทร กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยยังคงเผชิญกับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐและความผันผวนของค่าเงินบาท อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยบวกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่อาจช่วยหนุนตลาดในระยะกลาง
สำหรับแนวโน้มวันพรุ่งนี้ คาดว่าดัชนีจะยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ 1,270-1,290 จุด โดยนักลงทุนควรติดตามตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐและความเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอย่างใกล้ชิด
หุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับ
- PTTEP: 3,210.45 ล้านบาท
- KBANK: 2,456.78 ล้านบาท
- DELTA: 2,345.67 ล้านบาท
- SCB: 1,890.23 ล้านบาท
- PTT: 1,567.89 ล้านบาท
ทั้งนี้ ดัชนี SET50 ปิดที่ 810.45 จุด ลดลง 5.23 จุด หรือ 0.64% ขณะที่ดัชนี SET100 ปิดที่ 1,234.56 จุด ลดลง 8.90 จุด หรือ 0.72%



