สหรัฐฯ ขยายเวลาหยุดยิง-ไทยปรับเครดิตเรทติ้ง ตลาดหุ้นผันผวน InnovestX ชี้แนวโน้ม
บริษัทหลักทรัพย์ InnovestX ในกลุ่ม SCBX ได้เผยแพร่การวิเคราะห์ตลาดหุ้นไทย หลังเกิดปัจจัยสำคัญทั้งจากต่างประเทศและในประเทศ โดยเฉพาะการที่สหรัฐอเมริกาประกาศขยายเวลาหยุดยิงกับอิหร่านออกไปอย่างไม่มีกำหนด และ Moody's ปรับเพิ่ม Outlook เครดิตเรทติ้งของไทย ซึ่งส่งผลให้ตลาดคลายกังวลในช่วงสั้น
ปัจจัยหนุนและความเสี่ยงจากต่างประเทศ
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ประกาศขยายเวลาหยุดยิงกับอิหร่านออกไปอย่างไม่มีกำหนด แม้ว่าฝั่งอิหร่านจะมองว่าอาจเป็นแผนซื้อเวลา แต่ก็มีแนวโน้มที่จะเข้าร่วมการเจรจารอบสองที่ปากีสถานในสัปดาห์นี้ ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าทั้งสองฝ่ายอาจเดินหน้าการเจรจามากขึ้น
InnovestX วิเคราะห์ว่า หากการเจรจามีพัฒนาการเชิงบวกก่อนเส้นตายหยุดยิง จะเป็นตัวเร่งให้สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกเข้าสู่ภาวะ Risk-on โดยคาดว่าดัชนี SET อาจดีดตัวแบบ V-Shape และทะลุแนวต้านที่ 1,500-1,530 จุด อย่างไรก็ตาม หากการเจรจาล้มเหลวจนนำไปสู่การเผชิญหน้าทางทหาร ตลาดอาจกลับเข้าสู่ภาวะ Risk-off และ SET อาจปรับฐานลงแรงไปทดสอบแนวรับที่ 1,450-1,400 จุด
ปัจจัยในประเทศคลายกังวล
ในส่วนของปัจจัยภายในประเทศ InnovestX มองว่าความกังวลเรื่องเครดิตเรทติ้งน่าจะคลายลง หลังจากที่ Moody's ปรับเพิ่ม Outlook เครดิตเรทติ้งของไทย ซึ่งคาดว่าจะช่วยชะลอการไหลออกของ Fund Flow หลังต่างชาติขายสุทธิติดต่อกัน 4 วัน นอกจากนี้ ทางเทคนิค ดัชนียังยืนเหนือระดับ 1,470 จุดได้ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี
กลยุทธ์ลงทุนแบ่งตามระยะเวลา
InnovestX แนะนำกลยุทธ์ลงทุนแบบ "Selective Buy" โดยแบ่งตามระดับความเสี่ยงและความคาดหวังของนักลงทุน ดังนี้
- ระยะสั้น (1-4 สัปดาห์): เน้นเล่นเก็งกำไรดีดสั้นในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากน้ำมันปรับฐานและ Supply Chain ฟื้นตัว เช่น สายการบิน (AAV, THAI) โรงไฟฟ้า SPP (GPSC, BGRIM) ท่องเที่ยว (CENTEL, ERW, MINT) โรงพยาบาลระดับบน (BH, BDMS) ยานยนต์ (AH, SAT) รวมถึงหุ้น SET50 ที่คาดเป็นเป้า Short Covering เช่น MINT, BTS, LH, BDMS, AWC
- ระยะกลาง (3-6 เดือน): เน้นทยอยสะสมหุ้น Defensive ที่มี High Pricing Power เพื่อรับมือภาวะเงินเฟ้อสูงจากราคาน้ำมันที่ยังทรงตัวสูง เช่น สื่อสาร (ADVANC, TRUE) การแพทย์ (BDMS, BH, CHG, BCH) และพาณิชย์ (BJC, CPN)
- ระยะยาว (6-12 เดือนขึ้นไป): เน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงานสะอาดและนิคมที่ตอบโจทย์การลดพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น GULF, GPSC, BGRIM, GUNKUL, WHA, AMATA
คำแนะนำสำหรับนักลงทุน
สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำและกังวลว่าการเจรจาอาจล้มเหลว InnovestX แนะนำให้ถือเงินสดหรือตราสารหนี้ระยะสั้น เพื่อรักษาความคล่องตัวและลดผลกระทบจากการปรับขึ้นของ Bond Yield พร้อมรอจังหวะเข้าซื้อสินทรัพย์พื้นฐานดีเมื่อสถานการณ์ชัดเจนขึ้น
นอกจากนี้ ยังแนะนำให้ทำ Strategic Hedging เพื่อป้องกันพอร์ตด้วยหุ้นที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันขาขึ้น เช่น PTTEP และ PTTGC พร้อมตั้งจุด Trailing Stop ไว้เสมอหากสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย อีกทั้งแนะนำให้สะสมหุ้น High Dividend เพื่อสร้างกระแสเงินสดระยะสั้น โดยเลือกหุ้นที่จ่ายปันผลจากกำไรปี 2568 ซึ่งให้ Div. Yield มากกว่า 5% เช่น KKP, TISCO, BAM, AP, TLI
แนวโน้มและหุ้นเด่น
InnovestX ยังชี้ให้เห็นถึงหุ้น Policy Play ที่ได้ประโยชน์จากมาตรการภาครัฐระยะสั้น เช่น กลุ่มพาณิชย์ (BJC, TNP) จากเติมเงินบัตรสวัสดิการและอุดหนุนค่าน้ำมันกลุ่มขนส่ง กลุ่มรับเหมา (STECON, CK) จากปรับสูตรคำนวณค่า K และกลุ่มพลังงานสะอาด (GULF, GUNKUL, BANPU, SCC, HMPRO, GLOBAL, AMATA, WHA) จากปล่อยสินเชื่อต่ำให้แก่ Solar & EV
รวมถึงหุ้น Summer Play ที่ได้ประโยชน์จากความต้องการซื้อสินค้าคลายร้อนสูงขึ้น เช่น ICHI, HTC, HMPRO, GLOBAL สำหรับหุ้นเด่น CPN มีปัจจัยกระตุ้นจากการดำเนินธุรกิจที่แข็งแกร่งและยอดขายดี เป้าหมายระยะสั้นที่ 66.25 บาท ส่วน WHA ได้รับแรงหนุนจาก พ.ร.ก. เงินกู้ 5 แสนล้านบาท และ Moody's ปรับ Outlook เชิงบวก เป้าหมายระยะสั้นที่ 4.60 บาท
โดยสรุป ตลาดหุ้นไทยเข้าสู่โหมดผันผวน โดยทิศทางดัชนีขึ้นอยู่กับผลการเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่านเป็นหลัก นักลงทุนควรปรับพอร์ตตามกรอบเวลาและระดับความเสี่ยงของตนเองอย่างระมัดระวัง



