SET ปรับขึ้น 5.23 จุด ปิดที่ 1,371.64 จุด หลังแรงซื้อกลับเข้าตลาด
SET ปรับขึ้น 5.23 จุด ปิดที่ 1,371.64 จุด

ตลาดหุ้นไทยปิดบวก หลังแรงซื้อกลับเข้าตลาด

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ปิดการซื้อขายในวันนี้ที่ระดับ 1,371.64 จุด เพิ่มขึ้น 5.23 จุด หรือคิดเป็นร้อยละ 0.38 เปอร์เซ็นต์ โดยมีมูลค่าการซื้อขายรวมอยู่ที่ประมาณ 45,000 ล้านบาท การปรับตัวขึ้นในวันนี้เกิดขึ้นหลังจากแรงซื้อกลับเข้าตลาดในช่วงบ่าย โดยเฉพาะจากนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนต่างชาติที่เริ่มกลับมาสะสมหุ้นในกลุ่มที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง

กลุ่มพลังงานและธนาคารเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก

กลุ่มหุ้นที่แสดงผลงานโดดเด่นและมีส่วนสำคัญในการดันดัชนี SET ให้ปรับตัวขึ้น ได้แก่

  • กลุ่มพลังงาน: หุ้นในกลุ่มนี้ได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันโลกที่ทรงตัวในระดับสูง รวมถึงความคาดหวังเกี่ยวกับนโยบายพลังงานของรัฐบาลที่อาจส่งผลดีต่อธุรกิจ
  • กลุ่มธนาคาร: หุ้นธนาคารปรับตัวขึ้นหลังมีข่าวเกี่ยวกับการปรับปรุงคุณภาพสินเชื่อและแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่อาจเอื้อต่อผลประกอบการในไตรมาสหน้า
  • กลุ่มอุตสาหกรรม: บางหุ้นในกลุ่มนี้ก็มีส่วนช่วยจากการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศ

อย่างไรก็ตาม ยังมีกลุ่มหุ้นที่ปรับตัวลดลงบ้าง โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มค้าปลีก ที่ได้รับผลกระทบจากความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่แน่นอน

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตาจากต่างประเทศ

นักวิเคราะห์ตลาดหุ้นได้ออกมาเตือนว่า แม้ตลาดหุ้นไทยจะปิดบวกในวันนี้ แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากต่างประเทศที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
  1. สถานการณ์เศรษฐกิจโลก: โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาและจีน ที่อาจส่งผลต่อการส่งออกและความเชื่อมั่นของนักลงทุน
  2. นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed): การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอนาคตอาจกดดันตลาดเกิดใหม่ รวมถึงประเทศไทย
  3. ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์: เช่น ความขัดแย้งในตะวันออกกลางหรือความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจ ที่อาจกระทบต่อเสถียรภาพของตลาดการเงิน

ในภาพรวม นักลงทุนควรพิจารณาลงทุนในหุ้นที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งและมีแนวโน้มการเติบโตในระยะยาว ขณะเดียวกันก็ต้องบริหารความเสี่ยงโดยการกระจายพอร์ตการลงทุนและติดตามข่าวสารอย่างสม่ำเสมอ ตลาดหุ้นไทยคาดว่าจะยังคงผันผวนในระยะสั้น แต่มีโอกาสปรับตัวขึ้นได้หากปัจจัยพื้นฐานภายในประเทศยังคงดีขึ้น