บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) และ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) ในฐานะบริษัทจัดการของกองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง หน่วยลงทุนประเภท ก. (VAYU1) แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เรื่องการจ่ายเงินปันผล และวันปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหน่วยลงทุนเพื่อกำหนดสิทธิในการรับเงินปันผลของกองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง หน่วยลงทุนประเภท ก.
รายละเอียดการจ่ายปันผลวายุภักษ์ 1
ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการลงทุนของบริษัทจัดการซึ่งเป็นไปตามนโยบายการจ่ายเงินปันผลตามที่กำหนดในหนังสือชี้ชวนโครงการ และที่ประชุมคณะกรรมการการลงทุนของกองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง ครั้งที่ 6/2569 ได้มีมติรับทราบเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 โดยสรุปดังนี้
- จ่ายเงินปันผล ครั้งที่ 1 จากผลการดำเนินงานระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2569 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569 โดยจ่ายจากกำไรสุทธิ ในอัตราเงินปันผล 0.1488 บาท/หน่วย หรืออัตราผลตอบแทนขั้นต่ำร้อยละ 3 ต่อปี ตามระยะเวลาลงทุน 181 วัน
- บริษัทจัดการกำหนดวันปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหน่วยลงทุนเพื่อกำหนดสิทธิในการรับเงินปันผล (Book Closing Date) ในวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 โดยวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2569
- กำหนดจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนในวันที่ 20 กรกฎาคม 2569
ปิดตำนาน Window Dressing
ด้านความเห็นของ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า ปิดตำนาน Window Dressing เหตุผวากองทุน VAYU1 ปรับพอร์ตจ่ายปันผล สำหรับทิศทางตลาดหุ้นไทย (SET Index) ที่ย่อตัวลงแรงจนหลุด 1,600 จุดในช่วงครึ่งเดือนหลังนี้ ฝ่ายวิจัยชี้ว่าเกิดจากการขาดแรงสนับสนุนจากสถาบันฯ และ "ฤทธิ์ของ Window Dressing ที่ถูกสะกด" สาเหตุสำคัญมาจากความกังวลของตลาดที่มีต่อ กองทุนวายุภักษ์ 1 (VAYU1) ซึ่งเป็นกองทุนขนาดใหญ่ระดับ 1.71 แสนล้านบาท ที่กำลังเข้าสู่ช่วงเตรียมสภาพคล่องเพื่อจ่ายเงินปันผลรอบครึ่งปี (ประเมินว่าอาจต้องใช้เม็ดเงินระดับหลายพันล้านบาท)
ปัจจุบันกองทุน VAYU1 มีเงินสดในมือเพียง 1.46% และมีพอร์ตการลงทุนกระจุกตัวอยู่ใน 5 หุ้นขนาดใหญ่ (Big Cap) สูงถึง 52.1% ของพอร์ต ได้แก่ SCB, PTT, DELTA, GULF, ADVANC ทำให้นักลงทุนเกิดความกังวลว่าอาจมีแรงเทขายหรือการปรับพอร์ตล่วงหน้าจากกองทุนเพื่อเตรียมเงินสด ซึ่งปัจจัยนี้ได้เข้าไปกดดันหุ้นขนาดใหญ่ที่เป็นแกนนำของ SET Index และลดทอนแรงซื้อทำ Window Dressing ในช่วงปลายงวดไปโดยปริยาย
Window Dressing คืออะไร?
หลักทรัพย์บัวหลวง ให้ข้อมูลว่า มีความเชื่อหนึ่งที่ว่านักลงทุนสถาบัน ทำการผลักดันราคาหุ้นในกองทุนที่ตนเองถืออยู่ให้มีราคาสูงขึ้น เพราะหากราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นก็จะส่งผลให้กำไรเพิ่มขึ้นตาม และทำให้ผลการดำเนินงานของกองทุน (NAV) ออกมาดีด้วย เหตุการณ์นี้อาจจะเรียกกันว่า เป็นการตกแต่งตัวเลขทางบัญชีให้สวยขึ้นนั่นเอง
Window Dressing จะมาช่วงจังหวะเวลาใด?
จากในอดีตมักพบว่าจะเกิดขึ้นในช่วงก่อนวันสิ้นงวดของแต่ละไตรมาส คือ ในเดือนมีนาคม มิถุนายน กันยายน และธันวาคม ซึ่งจะเกิดชัดเจนที่สุดในเดือนธันวาคม เนื่องจากจะเป็นทั้งวันปิดงวดสิ้นไตรมาสและปิดงบใหญ่ของปี
แล้วทำ Window Dressing ไปทำไม?
เนื่องจากกลุ่มนักลงทุนสถาบัน/กองทุนจะต้องมีการรายงานผลการดำเนินงาน (NAV) ในทุกๆ ไตรมาส และเพื่อเป็นการวัด Performance ในอีกทางหนึ่งด้วย ดังนั้นผลการดำเนินงานที่จะออกมาดีหรือไม่ดีนั้นย่อมส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน จึงมีความเชื่อว่าจะมีการทำราคาปิดของหุ้นก่อนวันสิ้นงวดเพื่อให้ NAV ปรับตัวดีขึ้น ณ วันที่ต้องปิดงบไตรมาส อย่างไรก็ตาม เรามักพบคำว่า "ความคาดหวังของตลาด" นั่นหมายถึงว่า มีโอกาสที่จะเกิด Window Dressing หรือไม่มีก็ได้
ยกตัวอย่างเช่น ในภาวะตลาดดี (ขาขึ้น) หากหุ้นนั้นๆ ที่กองทุนถือครองอยู่มีการปรับตัวของราคาสูงขึ้นมากแล้ว ก็อาจจะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำ Window Dressing อีก ในทางกลับกันหากภาวะตลาดค่อนข้างนิ่งและมีหุ้นตัวใดที่ราคายังไม่ค่อยขึ้นเมื่อเทียบกับกลุ่มเดียวกันที่ราคาปรับตัวกันไปหมดแล้ว ก็มีโอกาสที่จะเกิดการทำราคาในหุ้นนั้นๆ หรือที่เรามักจะเคยได้ยินคำศัพท์เรียกหุ้นชนิดนี้ว่า หุ้นที่ Laggard
ดัชนี Window Dressing ถ้าเกิดขึ้นจริงจะส่งผลอย่างไร
ราคาหุ้นตัวนั้นๆ ก็จะมีการปรับตัวสูงขึ้นและที่สำคัญจะไม่ใช่หุ้นตัวเดียวแน่นอน เมื่อหุ้นปรับตัวสูงขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันก็จะส่งผลผลักดันให้ดัชนีหุ้น SET ปรับตัวสูงขึ้นด้วยเช่นกัน
กลยุทธ์ของนักลงทุนต่อเหตุการณ์นี้
หากเกิดการทำ Window Dressing ขึ้นจริงๆ นักลงทุนจะได้รับประโยชน์จากการเก็งกำไรระยะสั้นโดยซื้อหุ้นกลุ่มที่คาดว่าจะปรับตัวขึ้นในช่วง Window Dressing หรือบางท่านอาจใช้จังหวะนี้ในการขายหุ้นที่ตนเองถืออยู่ออกมา แต่ย้ำว่า เหตุการณ์นี้อาจจะเกิดขึ้นหรือไม่ก็ได้ เนื่องจากเป็นเพียงความคาดหวังของตลาดเท่านั้น อย่างไรก็ตาม… เมื่อมีโอกาสก็ย่อมมีความเสี่ยงเกิดขึ้น ไม่ว่านักลงทุนจะมีกลยุทธ์อย่างไร แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า ควรลงทุนอยู่ในความเสี่ยงที่เรายอมรับได้



