ตลาดนมพืชไทยพุ่งแตะ 4.2 พันล้านบาท ผู้เล่นเร่งชิงตลาด Mass ด้วยกลยุทธ์ราคาและพรีเซนเตอร์
ตลาดนมพืชไทยพุ่ง 4.2 พันล้านบาท ผู้เล่นเร่งชิงตลาด Mass

ตลาดนมพืชไทยเตรียมแตะ 4,200 ล้านบาทในปี 2569 ผู้เล่นเร่งชิงตลาด Mass ด้วยกลยุทธ์ราคาย่อมเยา

ท่ามกลางกระแสสุขภาพที่ยังคงแรงดีไม่มีตก ตลาดนมทางเลือกหรือ Alternative Milk ในประเทศไทยกำลังกลายเป็นสมรภูมิที่หอมหวานและเต็มไปด้วยผู้เล่นหน้าใหม่ โดยข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า มูลค่าตลาดนมพืชทางเลือกจะแตะ 4,200 ล้านบาทภายในปี 2569 และเติบโตเฉลี่ย 5-10% ต่อปี ซึ่งเติบโตเร็วกว่านมวัว โดยมี นมอัลมอนด์ ครองส่วนแบ่งสูงสุดที่ 50% ตามมาด้วยนมข้าวโอ๊ตที่กำลังเป็นดาวรุ่ง

จาก Soy Milk สู่ Nut & Grain Milk: การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างตลาดที่น่าสนใจ

เดิมทีตลาดนี้ถูกครองโดย นมถั่วเหลือง มายาวนาน แต่ปัจจุบันผู้บริโภคเริ่มมองหาตัวเลือกใหม่ที่มีแคลอรีต่ำกว่าและรสชาติพรีเมียมกว่า ทำให้ นมอัลมอนด์ และ นมข้าวโอ๊ต หรือนมพิตาชิโอ กลายเป็นพระเอกที่เข้ามาดึงส่วนแบ่งการตลาดอย่างรวดเร็ว และหากสงสัยว่าทำไมตลาดนี้จึงกลายเป็นสมรภูมิที่แข่งขันกันดุเดือด นั่นก็เพราะ นมพืชถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Premium Beverage ผู้บริโภคมีความเต็มใจที่จะจ่าย ในราคาที่สูงกว่านมวัวปกติ 1.5 - 2 เท่า

การวางตำแหน่งสินค้าเป็น Lifestyle Brand มากกว่าแค่ Commodity ทำให้นักลงทุนมองเห็นโอกาสในการทำกำไรได้ดีกว่าสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป ขณะเดียวกันนมทางเลือกไม่ได้ขายแค่บนชั้นวางในซูเปอร์มาร์เก็ต แต่ได้กลายเป็น วัตถุดิบมาตรฐาน ในคาเฟ่และร้านกาแฟทั่วโลก เมื่อวัฒนธรรมการดื่มกาแฟเติบโต ร้านกาแฟจึงต้องการ Option นมทางเลือกเพื่อตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่ม Lactose Intolerant และกลุ่ม Vegan

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

การแข่งขันที่เน้นสงครามราคาและรสชาติในยุค Mass Adoption

ปัจจุบันตลาดกำลังเข้าสู่ช่วง Mass Adoption หมายความว่านมทางเลือกไม่ใช่ของแปลกใหม่สำหรับคนเมืองอีกต่อไป การแข่งขันจึงเปลี่ยนจาก การสร้างการรับรู้ ไปสู่ สงครามราคาและรสชาติ ซึ่งราคาต้องลงมาสู้ได้ จึงทำให้หลายๆ แบรนด์เร่งปรับเกมเพื่อช่วงชิงกำลังซื้อและเข้าไปนั่งอยู่ในใจผู้บริโภคยุคนี้

เช่นเดียวกันกับแบรนด์ผู้บุกเบิกอย่าง 137 Degrees ภายใต้การนำของ บริษัท ซิมเพิล ฟู้ดส์ จำกัด ไม่ได้หยุดนิ่งเพียงแค่ความสำเร็จเดิม ล่าสุดได้ออกมาเปิดเผยกลยุทธ์การขยายฐานลูกค้าผ่านแบรนด์ Wholly Nuts ที่เน้นภาพลักษณ์เข้าถึงง่าย ราคาเป็นมิตรเพียง 20 กว่าบาท เพื่อเจาะฐานลูกค้ากลุ่ม Mass ที่เคยดื่มนมถั่วเหลืองราคาประหยัดให้ข้ามฝั่งมาดื่มนมอัลมอนด์

พร้อมการตลาดแนวใหม่ที่ดึง บิวกิ้น พุฒิพงศ์ มาสร้างสีสันหวังเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ทั่วประเทศ พร้อมกับดึงลูกค้ากลุ่ม Mass ที่เคยดื่มนมถั่วเหลืองราคาประหยัดให้ข้ามฝั่งมาดื่มนมอัลมอนด์ อริสา อร่ามวัฒนานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิมเพิ้ล ฟู้ดส์ จำกัด เปิดเผยว่า แม้ Wholly Nuts จะอยู่ในตลาดเพียงไม่กี่ปี แต่ในปีนี้ถือเป็นการรุกตลาดอย่างเต็มตัวในฐานะแบรนด์ลูกที่วางตำแหน่งทางการตลาดให้แตกต่างจากแบรนด์พรีเมียมอย่าง 137 Degrees

โดยเน้นความเป็น Daily Use ที่ดื่มง่ายและราคาย่อมเยา ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ นมอัลมอนด์ และนมพิสตาชิโอ ในขนาด 180 มล. ราคา 23 บาท สำหรับพกพา และขนาด 1 ลิตร ราคา 99 บาท ซึ่งถือเป็นระดับราคาที่แข่งขันได้ดีเยี่ยมในตลาดนมพืชปัจจุบัน

การขยายฐานลูกค้าและกลยุทธ์รับมือการแข่งขัน

จากเดิมที่กลุ่มลูกค้าหลักเป็นวัยเริ่มทำงานจนถึงวัยทำงาน อายุประมาณ 25 ปีขึ้นไป แต่หลังจากการรีแบรนด์และทำการตลาดเชิงรุก พบว่าฐานลูกค้าขยายตัวกว้างขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ครอบคลุมตั้งแต่เด็ก ผู้ปกครอง ไปจนถึงผู้สูงอายุ ทำให้บริษัทเล็งเห็นโอกาสในการใช้แบรนด์นี้เป็น ประตูบานแรก เพื่อ educate ผู้บริโภคให้หันมาดื่มนมทางเลือกมากขึ้น

อริสา กล่าวต่อว่า แนวโน้มตลาดนมทางเลือกทั้งในไทยและทั่วโลกยังเติบโตในระดับ Double Digit โดยมีปัจจัยหนุนจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ทั้งการลดน้ำตาล งดแลคโตส และการเติบโตของกลุ่ม flexitarian ส่งผลให้ตลาดยังอยู่ในช่วง Growth Phase และมีศักยภาพเติบโตได้อีกมากในระยะยาว

บริษัทวางกลยุทธ์รับมือการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นด้วยมุมมองเชิงบวก โดยมองว่าการมีผู้เล่นมากขึ้นสะท้อนถึงการเติบโตของตลาด แต่ยังคงยึดแนวทาง ไม่แข่งขันด้านราคา และมุ่งเน้นสร้าง Value ที่แตกต่างผ่านคุณภาพสินค้าและประโยชน์ต่อสุขภาพที่ผู้บริโภครับรู้ได้จริง จุดแข็งของเราคือการเป็นผู้บุกเบิกตลาด มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในผลิตภัณฑ์ plant-based milk และมี positioning ที่ชัดเจนในระดับพรีเมียม

โครงสร้างรายได้และความท้าทายในอนาคต

ปัจจุบัน บริษัทมีผลิตภัณฑ์ 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ นมอัลมอนด์ นมพิสตาชิโอ นมแมคคาเดเมีย นมวอลนัท และนมโปรตีนสูง โดยกลุ่มนมอัลมอนด์ยังคงเป็นรายได้หลัก ขณะที่โครงสร้างรายได้มาจากตลาดในประเทศและต่างประเทศในสัดส่วน 50:50 และมีการส่งออกไปมากกว่า 40 ประเทศทั่วโลกใน 5 ทวีป

แม้จะได้รับผลกระทบจากปัญหาการเดินเรือในตะวันออกกลาง ที่ทำให้การขนส่งล่าช้าไปบ้าง แต่บริษัทยังคงเดินหน้าบริหารจัดการ Resource และรักษามาตรฐานความยั่งยืนร่วมกับคู่ค้าอย่างเคร่งครัด ธนภูมิ อร่ามวัฒนานนท์ กรรมการผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ กล่าวเสริมว่า ในปีนี้บริษัทตั้งเป้าการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นทั้งการขยายตลาดและการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

เนื่องจากมั่นใจว่าตลาดนมทางเลือกยังมีศักยภาพเติบโตอีกมากในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า และบริษัทจะยังคงรักษาความเป็นผู้นำอันดับ 1 ควบคู่กับการขยายตลาดต่างประเทศ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณประโยชน์ชัดเจน และการยกระดับมาตรฐานการผลิตอย่างต่อเนื่อง

พลัง Collaboration และการตลาดแบบ Collectable

สำหรับไฮไลต์สำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้นคือโปรเจกต์ Special Collaboration ร่วมกับ บิวกิ้น พุฒิพงศ์ ซึ่งเตรียมเปิดตัวในรูปแบบกล่องดีไซน์พิเศษ โดยนำกิมมิกเรื่องคำศัพท์วัยรุ่น เช่นคำว่า จึ้ง หรือ โดน มาพิมพ์ลงบนบรรจุภัณฑ์ ให้แฟนคลับและผู้บริโภคสามารถนำกล่องมาเรียงต่อกันเพื่อสร้างความหมายใหม่ๆ เป็นการสร้างประสบการณ์แบบ Gamification และสะสม (Collectable) เพื่อกระตุ้นยอดขายในช่องทางค้าปลีกอย่าง 7-Eleven ซึ่งเป็นช่องทางที่เข้าถึงผู้บริโภคทุกกลุ่ม

สำหรับผลประกอบการของบริษัทในปี 2568 มียอดขายอยู่ที่ประมาณ 800 ล้านบาท ทั้งนี้ความท้าทายใหญ่ในปีนี้คือ ต้นทุน ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งจากราคาน้ำมันที่กระทบค่าขนส่ง ราคาวัตถุดิบ และบรรจุภัณฑ์ ซึ่งผันผวนรายวันจากสถานการณ์สงครามและภูมิรัฐศาสตร์โลก บริษัทจึงมีการเตรียมการล่วงหน้า 6-9 เดือนในด้าน Supply chain กับการบริการจัดการความเสี่ยง

และทั้งหมดนี้จึงฉายภาพให้เห็นชัดว่า ท่ามกลางกระแสคลื่นความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่ทำให้ผู้บริโภคต้องรัดเข็มขัดและพิจารณาทุกการจับจ่ายอย่างถี่ถ้วน ทว่ากลุ่มสินค้าสุขภาพที่มี Value for Money อย่างชัดเจน จะยังคงเป็นกลุ่มที่ยืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่ง บทสรุปของสมรภูมินมทางเลือกในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่การแข่งขันที่เรื่องของราคา แต่คือการใช้กลยุทธ์ Brand Building ผ่านพรีเซนเตอร์ที่โดนใจ การสร้าง Innovation ใหม่ๆ และการยึดหัวหาดในตลาด B2B จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้แบรนด์ไทยแบรนด์นี้เติบโตได้อย่างยั่งยืนในสมรภูมินมโลก