ธนาคารกรุงเทพจัดสัมมนา “Unlock India” ชี้ช่องทางบุกตลาดอินเดีย เศรษฐกิจใหม่แห่งโลก
ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ได้จัดสัมมนา “Unlock India: เปิดประตูสู่อินเดีย” ขึ้น เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากภาครัฐและภาคเอกชนชั้นนำ ถ่ายทอดมุมมองเชิงลึกเกี่ยวกับศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศอินเดียที่ยังคงเติบโตสูง สวนกระแสเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน
อินเดีย: ตลาดผู้บริโภคและฐานการลงทุนระดับโลก
ชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อินเดียได้ก้าวขึ้นมาเป็นตัวละครสำคัญบนเวทีเศรษฐกิจโลก จากประเทศที่เคยถูกมองว่ามีความซับซ้อนและเข้าถึงยาก ปัจจุบันอินเดียกำลังผงาดขึ้นเป็นเครื่องยนต์หลักตัวใหม่ที่ขับเคลื่อนโลก ด้วยการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน
ปัจจุบัน อินเดียเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 4 ของโลก และมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่น่าทึ่งถึง 7.6% ในปี 2568 สิ่งที่ทำให้อินเดียโดดเด่นคือ “พลังของตลาดภายในประเทศ” โดยเฉพาะการขยายตัวของกลุ่มคนชั้นกลางที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 600 ล้านคนภายในปี 2573
ความท้าทายและโอกาสในการบุกตลาดอินเดีย
อย่างไรก็ตาม อินเดียเป็นตลาดที่มีความหลากหลายและซับซ้อนสูง ทั้งในด้านโครงสร้างเศรษฐกิจที่แตกต่างกันในแต่ละรัฐ กฎระเบียบข้อบังคับที่ละเอียดอ่อน และวัฒนธรรมทางธุรกิจที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ดังนั้น การก้าวเข้าสู่ตลาดอินเดียจึงไม่ใช่เพียงการมองหาโอกาส แต่ต้องอาศัยความเข้าใจอย่างถ่องแท้ การเลือกพันธมิตรที่เหมาะสม และวิสัยทัศน์ในระยะยาว
ธนาคารกรุงเทพในฐานะธนาคารชั้นนำระดับภูมิภาค ได้จัดสัมมนานี้ต่อเนื่องเป็นปีที่สอง เพื่อช่วยให้ลูกค้าเข้าใจโอกาส ความท้าทาย และแนวทางการปรับตัวในการดำเนินธุรกิจในอินเดียอย่างรอบด้าน พร้อมสนับสนุนด้วยบริการครบวงจร ตั้งแต่การให้คำปรึกษาด้านการลงทุน การสนับสนุนทางการเงิน ไปจนถึงการเชื่อมโยงกับธนาคารพันธมิตรในอินเดีย
อินเดีย: ทางรอดของภาคธุรกิจไทย
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ ให้มุมมองว่า อินเดียกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง จากประเทศกำลังพัฒนาสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจระดับโลก ดังนั้น อินเดียจึงไม่ใช่เพียงแค่ทางเลือก แต่คือ “ทางรอด” ของภาคธุรกิจไทยที่ต้องเร่งดำเนินการอย่างเร่งด่วน
ด้วยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ 6-7% ต่อปี อินเดียก้าวขึ้นมาเป็นประเทศที่โตเร็วที่สุดในโลก แซงหน้าจีนไปแล้ว และมีเป้าหมายที่จะก้าวขึ้นเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 3 ของโลกในอนาคตอันใกล้ ความสำคัญของอินเดียทวีคูณขึ้นในบริบทของสงครามการค้าและนโยบายกีดกันทางการค้าทั่วโลก
โอกาสเชิงยุทธศาสตร์ในแต่ละภูมิภาคของอินเดีย
ในงานสัมมนา ได้ชี้ให้เห็นความแตกต่างของแต่ละพื้นที่ในอินเดีย เช่น แถบกัลกัตตา (เบงกอลตะวันตก) ที่ยังอยู่ในช่วงกำลังพัฒนา เป็นโอกาสสำหรับอุตสาหกรรมที่ไทยเชี่ยวชาญ เช่น ระบบห้องเย็น โลจิสติกส์ การท่องเที่ยว และการแปรรูปอาหาร ขณะที่ทางตอนใต้แถบเจนไน (ทมิฬนาดู) มีการพัฒนาที่ล้ำหน้า โดดเด่นในอุตสาหกรรมยานยนต์และไฮเทค
นอกจากนี้ โครงการ Land Bridge ของรัฐบาลไทย โดยเฉพาะท่าเรือฝั่งตะวันตกที่ระนอง ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกับเจนไน หากเกิดขึ้นจริง จะช่วยลดระยะเวลาขนส่งสินค้าจากไทยไปอินเดียจาก 3 สัปดาห์เหลือเพียง 3-4 วัน ซึ่งจะเปลี่ยนโฉมหน้าการค้าโลกไปอย่างสิ้นเชิง
การท่องเที่ยวและวัฒนธรรม: ขุมทรัพย์ที่ยังไม่ได้ปลดล็อก
ในด้านการท่องเที่ยว ปีที่ผ่านมามีชาวอินเดียเดินทางมาไทยถึง 2.5 ล้านคน สูงเป็นอันดับต้นๆ และในปีนี้ ไทยได้ก้าวขึ้นเป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 1 ในใจคนอินเดียแทนที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ตัวเลขนี้ยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก หากขยับขึ้นไปเป็น 4-6 ล้านคน จะช่วยสร้างสมดุลทดแทนตลาดจีนได้อย่างดี
คำแนะนำเชิงนโยบายและอนาคต
ดร.กอบศักดิ์ ยังให้คำแนะนำถึงรัฐบาลไทยว่า ควรเร่งทำสนธิสัญญาฟรีเทรด (FTA) แบบทวิภาคี ไทย-อินเดีย โดยไม่ต้องรออาเซียน เพื่อชิงความได้เปรียบทางการค้า พร้อมสร้างเกราะคุ้มกันด้วยการลดการพึ่งพาตลาดเดิมและเร่งสร้างความเข้มแข็งในประเทศ
ธนาคารกรุงเทพมีความพร้อมที่จะเป็น “เพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน” ในการพานักธุรกิจไทยไปบุกตลาดอินเดีย ด้วยเงินทุนที่เข้มแข็งและสภาพคล่องที่เพียงพอ เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่โอกาสใหม่ในเอเชียที่จะกลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจโลกในอีก 10 ปีข้างหน้า
ภายในงานสัมมนา ยังประกอบด้วยการเสวนา 2 ช่วงหลัก ได้แก่ “โอกาสของไทยในอินเดีย” ที่เปิดมุมมองจากภาครัฐ โดยเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ไทยในอินเดีย และ “Unlock India: เปิดประตูสู่อินเดีย” ที่ถอดบทเรียนจากภาคเอกชนไทยที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจในอินเดีย



