จีดีพีเกษตรไตรมาสแรกปี 2569 โต 2.4% กระทรวงเกษตรฯ เตรียมรับมือเอลนีโญ
จีดีพีเกษตรไตรมาสแรกปี 2569 โต 2.4% เตรียมรับมือเอลนีโญ

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจการเกษตรไตรมาสแรกของปี 2569 ระหว่างเดือนมกราคมถึงมีนาคม ว่าขยายตัวร้อยละ 2.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากปริมาณน้ำที่เพียงพอและสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย ส่งผลให้พืชและสัตว์เจริญเติบโตได้ดี อย่างไรก็ตาม ยังต้องเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยงจากเอลนีโญและต้นทุนการผลิตที่อาจเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงแนวโน้มทั้งปี 2569

นายสุริยะ เปิดเผยว่า เศรษฐกิจการเกษตรในไตรมาสแรกขยายตัวร้อยละ 2.4 เนื่องจากฝนที่ตกต่อเนื่องตลอดปี 2568 ทำให้มีน้ำเพียงพอสำหรับการเพาะปลูก แม้ในเดือนมีนาคม 2569 จะได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบสูงขึ้น แต่มาตรการตรึงราคาน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศและสต็อกปุ๋ยเคมีที่มีอยู่เดิมช่วยลดผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต สาขาพืช ปศุสัตว์ และป่าไม้ยังคงขยายตัว

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตรทั้งปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 0.5 ถึง 1.5 โดยมีปัจจัยบวกจากปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำที่ค่อนข้างดี การบริหารจัดการน้ำ การเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ และการควบคุมโรคระบาด อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามความแปรปรวนของสภาพอากาศ โดยเฉพาะการเข้าสู่ภาวะเอลนีโญในช่วงครึ่งหลังของปี ซึ่งอาจทำให้เกิดฝนทิ้งช่วงและความแห้งแล้ง รวมถึงราคาน้ำมันและปุ๋ยเคมี มาตรการทางการค้าที่เข้มงวด ความผันผวนของค่าเงินบาท และแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

มาตรการด่วนลดต้นทุนและพัฒนาภาคเกษตรอย่างยั่งยืน

นายสุริยะ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงเกษตรฯ กำหนดแนวทางขับเคลื่อนทั้งมาตรการระยะเร่งด่วนและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยในระยะเร่งด่วน เน้นการดูแลปัจจัยพื้นฐานที่กระทบต่อต้นทุนการผลิต เช่น การบริหารจัดการและกระจายน้ำมันดีเซลและน้ำมัน B20 ผ่านระบบสหกรณ์ การส่งเสริมการใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ตามค่าวิเคราะห์ดิน การใช้ปุ๋ยชีวภาพและเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ รวมถึงการยกระดับการบริหารจัดการน้ำ การปฏิบัติการฝนหลวง และการเตรียมเครื่องสูบน้ำในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง

ส่วนการพัฒนาระยะต่อเนื่อง มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และยกระดับศักยภาพการแข่งขันของภาคเกษตรไทย โดยส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเกษตรแม่นยำและนวัตกรรมที่เหมาะสมกับพื้นที่และความต้องการของเกษตรกร พร้อมทั้ง Reskill และ Upskill ให้กับเกษตรกร และสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับเครื่องจักรกลการเกษตร เพื่อเสริมความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน

รายละเอียด 5 สาขาการเกษตร

นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวถึงรายละเอียดแต่ละสาขา ดังนี้

สาขาพืช

ขยายตัวร้อยละ 3.7 เนื่องจากปริมาณน้ำเพียงพอและสภาพอากาศเอื้ออำนวย พืชสำคัญที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน ยางพารา สับปะรดปัตตาเวีย ปาล์มน้ำมัน ทุเรียน มังคุด และเงาะ ส่วนพืชที่ผลผลิตลดลง ได้แก่ ข้าวนาปีและข้าวนาปรัง จากราคาที่ไม่จูงใจ ทำให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่น มันสำปะหลังได้รับผลกระทบจากราคาลดลงและโรคใบด่าง ส่วนลำไยในภาคตะวันออกออกดอกติดผลลดลงจากการลดใช้สารกระตุ้น ด้านราคา พบว่ามันสำปะหลังและลำไยราคาเพิ่มขึ้น ขณะที่ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน สับปะรดปัตตาเวีย ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และทุเรียน ราคาลดลง

สาขาปศุสัตว์

ขยายตัวร้อยละ 0.4 ปริมาณผลผลิตส่วนใหญ่ทรงตัวถึงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ต้นทุนการเลี้ยงยังสูง ไก่เนื้อผลิตเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับความต้องการทั้งในและต่างประเทศ ไข่ไก่เพิ่มขึ้นจากจำนวนแม่ไก่ยืนกรงที่มาก และสภาพอากาศเอื้ออำนวย น้ำนมดิบเพิ่มขึ้นจากอากาศเหมาะสม ส่วนสุกรทรงตัว ด้านราคา ไก่เนื้อราคาเพิ่มขึ้นจากต้นทุนสูง ขณะที่สุกร ไข่ไก่คละ และน้ำนมดิบ ราคาลดลง

สาขาประมง

หดตัวร้อยละ 1.3 ต้นทุนอาหารสัตว์น้ำและพลังงานสูง ความต้องการตลาดชะลอตัว ผลผลิตกุ้งขาวแวนนาไมและสัตว์น้ำที่นำขึ้นท่าเทียบเรือลดลง เกษตรกรลดพื้นที่เลี้ยงหรือพักบ่อชั่วคราว ส่วนประมงทะเลลดรอบการออกเรือจากราคาน้ำมันสูง อย่างไรก็ตาม ปลานิลและปลาดุกผลผลิตเพิ่มขึ้น ด้านราคา ปลานิลราคาเพิ่มขึ้น ขณะที่กุ้งขาวแวนนาไมและปลาดุกราคาลดลง

สาขาบริการทางการเกษตร

หดตัวร้อยละ 0.6 จากราคาข้าวนาปรังและมันสำปะหลังที่ลดลงในปีก่อน ทำให้เกษตรกรชะลอหรือลดการเพาะปลูก ส่งผลให้กิจกรรมการจ้างบริการเตรียมดินและเก็บเกี่ยวลดลง

สาขาป่าไม้

ขยายตัวร้อยละ 0.5 จากไม้ยูคาลิปตัสที่เพิ่มขึ้นตามความต้องการใช้ผลิตเยื่อกระดาษในประเทศและการส่งออกไม้สับไปญี่ปุ่นและอินโดนีเซีย ส่วนไม้ยางพาราและถ่านไม้ผลิตลดลง