ศูนย์วิจัยเกียรตินาคินภัทร หรือ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) เปิดเผยว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ที่กำลังจะกลับมาในช่วงกลางถึงปลายปี 2569 อาจไม่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อภาคเกษตรไทยในปีนี้มากเท่าที่หลายฝ่ายกังวล เนื่องจากไทยมีข้อได้เปรียบจากปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อนสำคัญที่อยู่ในระดับสูงถึง 55% ของความจุในช่วงต้นปี ประกอบกับจังหวะการเกิดที่อยู่ในฤดูฝน อย่างไรก็ตาม ภาคเกษตรและภาครัฐควรเตรียมรับมือกับปัจจัยเสี่ยงใหม่ที่น่ากังวลยิ่งกว่า นั่นคือวิกฤตราคาและภาวะขาดแคลนปุ๋ยเคมีจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อผลผลิตข้าวไทยอย่างหนัก และภาวะฝนทิ้งช่วงอาจนำไปสู่ปัญหาขาดแคลนน้ำในปีหน้า
เอลนีโญปีนี้ไม่น่าห่วง
องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) และองค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติ (NOAA) ของสหรัฐฯ ยืนยันว่าเอลนีโญกำลังจะกลับมาอีกครั้ง โดยโอกาสการเกิดเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจาก 40% เป็น 98% ภายใน 6 เดือน ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าภาคการเกษตรอาจไม่มีเวลาเตรียมตัวรับมือ KKP Research ประเมินว่าความรุนแรงของเอลนีโญในรอบนี้ยังต่ำกว่าช่วงปี 2566-2567 และผลกระทบอาจบรรเทาลงได้ด้วยสองปัจจัยหลัก ได้แก่ จังหวะเวลาที่เกิดในช่วงฤดูฝน ทำให้ยังมีน้ำฝนช่วยพยุงการผลิต แตกต่างจากการเกิดในหน้าแล้งที่มักทำให้เกิดฝนทิ้งช่วงยาวนาน และการเตรียมพร้อมด้านน้ำต้นทุน โดยปริมาณน้ำในเขื่อนใช้การได้อยู่ในระดับเกือบ 55% ของความจุ ซึ่งสูงกว่ารอบปี 2557-2559 ที่ 35% และปี 2566-2567 ที่ 47%
ผลกระทบไม่เท่าเทียมกันทุกพื้นที่
แม้ภาพรวมน้ำในเขื่อนจะช่วยพยุง แต่ผลกระทบจะไม่เท่าเทียมกันในทุกพื้นที่และทุกสินค้าเกษตร กลุ่มพืชไม้ยืนต้น เช่น ปาล์มน้ำมันและยางพารา จะได้รับผลกระทบน้อยกว่า ในขณะที่พืชไร่ที่ต้องการน้ำมาก โดยเฉพาะข้าวนาปรังและมันสำปะหลังที่มีรอบเก็บเกี่ยวต้นปีหน้า จะเผชิญความเสี่ยงสูงกว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีความเปราะบางสูงสุด เนื่องจากเป็นภูมิภาคเดียวที่มีพื้นที่ชลประทานเพียง 10% ของพื้นที่ปลูกข้าวทั้งหมด ขณะที่ภูมิภาคอื่นมีสัดส่วนเฉลี่ย 45% ซึ่งสามารถกระจายน้ำจากเขื่อนได้ทั่วถึงกว่า
วิกฤตปุ๋ยขาดแคลน ภัยเงียบที่น่ากังวลกว่า
สิ่งที่ KKP Research มองว่าเป็นความท้าทายสำคัญและแตกต่างจากรอบก่อนหน้าคือความเสี่ยงของการขาดแคลนปุ๋ยเคมี ในช่วงปี 2566-2567 สงครามรัสเซีย-ยูเครนทำให้ราคาปุ๋ยพุ่งสูงจนไทยต้องลดการนำเข้าปุ๋ยลงถึง 1 ใน 4 เหลือเพียง 4.1 ล้านตันในปี 2565 ปัจจุบัน สงครามที่ยืดเยื้อประกอบกับความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตปุ๋ยหลักแห่งใหม่ของไทย (ไทยนำเข้าปุ๋ยเพิ่มขึ้นถึง 6.1 ล้านตันในปี 2567 โดยพึ่งพาซาอุดีอาระเบียและโอมานเป็นหลัก) กำลังทำให้อุปทานปุ๋ยในตลาดโลกตึงตัวอย่างหนักในอนาคต
ผลผลิตข้าวไทยอาจหาย 5 ล้านตัน
หากวิกฤตปุ๋ยเคมีขาดแคลนเกิดขึ้นจริง จะสะท้อนความเปราะบางของภาคเกษตรไทยอย่างชัดเจน การเพิ่มขึ้นของผลผลิตข้าวไทยจาก 200 กิโลกรัมต่อไร่ในปี 2503 มาเป็น 300 กิโลกรัมต่อไร่ในปี 2568 พึ่งพาการใช้ปุ๋ยเคมีเป็นปัจจัยหลัก หากเกิดการขาดแคลนปุ๋ย อาจกระทบต่อการผลิตข้าวนาปี (รอบปี 2569/2570) ทำให้ผลผลิตข้าวเปลือกไทยลดลงถึง 15% หรือหายไปราว 5 ล้านตันข้าวเปลือก แม้ปริมาณที่เหลือจะเพียงพอต่อการบริโภคในประเทศ แต่จะส่งผลสะเทือนต่อภาคการส่งออกอย่างรุนแรง นอกจากนี้ หากผลผลิตข้าวไทยลดลง ไทยอาจไม่ได้รับประโยชน์เต็มที่จากราคาข้าวโลกที่อาจปรับตัวสูงขึ้นเหมือนรอบที่แล้ว เช่น ในกรณีที่อินเดียระงับการส่งออกข้าวอีกครั้ง
แนะเร่งลงทุนระบบชลประทานและสร้างความมั่นคงด้านปุ๋ย
ในระยะยาว ข้อมูลชี้ว่าประสิทธิภาพการผลิตข้าวของไทยยังคงต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับ 6 ประเทศผู้ผลิตข้าวหลักของโลก สอดคล้องกับสถิติของธนาคารโลกและ FAO ที่ระบุว่าไทยมีการใส่ปุ๋ยน้อยกว่าประเทศคู่แข่งถึง 45% KKP Research แนะนำให้ภาครัฐใช้โอกาสนี้ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการเกษตร โดยเร่งลงทุนขยายพื้นที่ชลประทานให้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ควบคู่ไปกับการสร้างความมั่นคงด้านอุปทานปุ๋ยเคมี และส่งเสริมความรู้เรื่องรูปแบบการใส่ปุ๋ยที่เหมาะสมกับพืชและบริบทของพื้นที่ เพื่อเป็นเกราะป้องกันให้ภาคการเกษตรและอาหารของไทยสามารถยืนหยัดท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และสภาพอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นในอนาคต



