นาคาไททัน ชัยภูมิเอนซิส ไดโนเสาร์พันธุ์ใหม่ตัวที่ 14 ของไทย ใหญ่สุดในอาเซียน
นาคาไททัน ชัยภูมิเอนซิส ไดโนเสาร์พันธุ์ใหม่ล่าสุดของไทย

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ประเทศไทยประกาศข่าวดีค้นพบไดโนเสาร์สายพันธุ์ใหม่ชนิดที่ 14 ของประเทศ ชื่อว่า "นาคาไททัน ชัยภูมิเอนซิส" ซึ่งเป็นไดโนเสาร์กินพืชคอยาวประเภทซอโรพอด มีขนาดความยาว 27 เมตร น้ำหนัก 26 ตัน นับว่าใหญ่ที่สุดที่เคยพบในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ที่มาของชื่อนาคาไททัน ชัยภูมิเอนซิส

ชื่อ "นาคาไททัน ชัยภูมิเอนซิส" ประกอบด้วยคำว่า "นาคา" ซึ่งหมายถึงพญานาคตามความเชื่อของคนไทย และ "ไททัน" ที่แปลว่ายักษ์ ผสมกับแหล่งที่พบคือจังหวัดชัยภูมิ โดยมีอายุประมาณ 100-115 ล้านปี จากยุคครีเทเชียสตอนต้น

การค้นพบโดยบังเอิญ

นายปรีชา สายทอง รองอธิบดีกรมทรัพยากรธรณี ในฐานะโฆษกกรมฯ เปิดเผยว่า การค้นพบครั้งนี้เกิดขึ้นโดยบังเอิญเมื่อปี 2569 โดยคุณลุงถนอม หลวงนันท์ ชาวบ้านในพื้นที่บ้านพนังเสื่อ อำเภอหนองบัวระเหว จังหวัดชัยภูมิ ได้เข้าไปหาปลาที่ริมสระน้ำสาธารณประโยชน์ของเทศบาล และสะดุดเข้ากับก้อนหินที่มีรูปร่างชิ้นส่วนคล้ายโครงกระดูกของสัตว์ใหญ่ คุณลุงถนอมจึงเกิดความสงสัยและหาช่องทางติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองซากดึกดำบรรพ์ พ.ศ. 2551 กำหนดไว้ว่าหากมีผู้แจ้งพบสิ่งที่เชื่อว่าเป็นซากดึกดำบรรพ์ ทางกรมทรัพยากรธรณีต้องเข้าไปตรวจสอบให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน เมื่อเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบก็พบว่าเป็นกระดูกไดโนเสาร์จริง และกลายเป็นข่าวดังในช่วงนั้น

สืบทราบว่ากระดูกที่พบริมสระน้ำนั้น เกิดขึ้นเมื่อ 10 กว่าปีก่อนที่มีการขุดสระน้ำ รถขุดแบคโฮได้ขุดกระดูกขึ้นมาโดยบังเอิญและถูกฝังกลบรวมกับกองดินบริเวณริมสระน้ำ โดยไม่มีใครสังเกตมาก่อนจนกระทั่งคุณลุงถนอมมาพบ

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

กระบวนการเก็บกู้และศึกษา

หลังจากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการเก็บกู้กระดูก โดยประกาศเป็นเขตสำรวจและศึกษาวิจัย ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ นักวิชาการ และนักวิจัยต่างๆ เข้ามาทำงานร่วมกัน ซึ่งต้องใช้วิธีการทางการศึกษาวิจัย การสกัดตัวหินออกจากกระดูก เนื่องจากหลายชิ้นมีขนาดใหญ่มากจนไม่สามารถขุดขนย้ายมาตรวจสอบได้ จึงต้องสร้างห้องปฏิบัติการชั่วคราวในพื้นที่ โดยได้รับการสนับสนุนจากห้างร้านในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ

กระดูกที่โดดเด่นคือ กระดูกขาหลังท่อนบนที่มีความยาวกว่า 200 เซนติเมตร และกระดูกขาหน้าขวาท่อนบนที่มีความยาว 178 เซนติเมตร ขณะที่กระดูกชิ้นอื่นๆ ก็มีขนาดใหญ่ไม่แพ้กัน ในการเก็บกู้ 3 ปี พบกระดูกรวมกว่า 20 ชิ้น อาทิ กระดูกเชิงกราน กระดูกขาหลังท่อนบน และกระดูกซี่โครง จากขนาดกระดูกเหล่านี้เองที่ใช้เป็นข้อมูลในการประเมินขนาดจริงของไดโนเสาร์

"พบรวมกันประมาณ 20 ชิ้น สำหรับส่วนอื่นๆ ที่หาไม่พบ อาจจะไหลไปตามน้ำ ถูกน้ำกัดเซาะ หรือย่อยสลายไปได้บางส่วน โดยส่วนที่หลงเหลืออยู่จะเป็นส่วนที่แข็ง" นายปรีชากล่าว

การยืนยันว่าเป็นสายพันธุ์ใหม่

จากนั้นจึงนำกระดูกเหล่านี้มาเทียบเคียงกับฐานข้อมูลว่าเป็นไดโนเสาร์สายพันธุ์ใด โดยในตอนแรกมีการสงสัยว่าอาจเป็นสายพันธุ์เดียวกับไดโนเสาร์คอยาวที่พบในประเทศจีนหรืออาร์เจนตินา

"คาดการณ์ไว้ครั้งแรกว่าอาจเป็นสายพันธุ์เดียวกันไดโนเสาร์คอยาวที่ประเทศจีนหรือที่อาร์เจนตินา ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ไทยต้องใช้ชื่อตามตัวที่ค้นพบไปแล้วก่อนหน้านี้ เช่น อาจต้องเรียกว่า อาร์เจนติโนซอรัส ณ จังหวัดชัยภูมิแทน แต่ทีมศึกษาวิจัยของเราไปเทียบเคียงแล้วพบว่าไม่เหมือนตัวไหนเลย"

เมื่อเทียบเคียงแล้วพบว่าเป็นสายพันธุ์ใหม่ ทีมวิจัยจะเขียนรายงานวิจัยและส่งไปตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ ซึ่งจะมีการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) ส่งมาปรับแก้ตามข้อเสนอจนผ่าน รายงานมีความเรียบร้อยสมบูรณ์ได้รับการตีพิมพ์ และนำมาสู่การประกาศสายพันธุ์ใหม่ในครั้งนี้

ขั้นตอนหลังจากนี้ จะเป็นการนำซากดึกดำบรรพ์ไปขึ้นทะเบียน และประกาศให้เป็นสมบัติของชาติต่อไป โดยดำเนินการควบคู่ไปกับการต่อยอดเรื่องการจัดแสดงในเชิงพื้นที่

ประโยชน์ของการศึกษาไดโนเสาร์

ประเทศไทยพบกระดูกไดโนเสาร์ชิ้นแรกเมื่อปี พ.ศ. 2519 ที่อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น คือ "ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน่" ไดโนเสาร์กินพืชคอยาวซอโรพอด จากนั้นก็มีการทยอยค้นพบซากไดโนเสาร์และซากดึกดำบรรพ์อีกหลายชนิด มีการประกาศสายพันธุ์ไดโนเสาร์ที่พบเป็นแห่งแรกต่อเนื่องจนมาถึงสายพันธุ์ที่ 14 ซึ่งการศึกษาด้านบรรพชีวินวิทยาจะช่วยให้เราเข้าใจประวัติศาสตร์ของโลก

"นึกถึงจิ๊กซอว์ เดิมทีแผ่นเปลือกโลกของเรา คือมหาทวีปแพนเจีย ทุกทวีปเคยอยู่ด้วยกันหมด ดูง่ายๆ คือทวีปแอฟริกากับอเมริกาใต้ จะสามารถต่อบรรจบกันได้ลงล็อก ซึ่งซากดึกดำบรรพ์เหล่านี้จะช่วยบ่งบอกว่ามันเป็นแผ่นดินเดียวกันมาก่อนหรือไม่ เพราะในปัจจุบันนี้แผ่นเปลือกโลกมีการเคลื่อนที่ มีเรื่องความร้อน แรงดัน มีการมุด การชนของแผ่นเปลือกโลกต่างๆ ทำให้แยกจากกัน อย่างประเทศไทยตอนนี้ที่ภาคอีสานมีลักษณะเป็นที่ราบสูง ก็เกิดจากการที่แผ่นดินมาชนกันที่บริเวณจังหวัดเพชรบูรณ์"

นอกจากนี้ การค้นพบซากดึกดำบรรพ์ต่างๆ ยังสามารถต่อยอดและยกระดับประเทศไทยในด้านต่างๆ ดังนี้

ด้านการท่องเที่ยว

เปิดเป็นแหล่งเรียนรู้ ดึงดูดให้คนเข้ามาเที่ยว สร้างรายได้ให้ชุมชน และอาจยกระดับไปสู่การประกาศให้เป็น "อุทยานธรณีโลกของยูเนสโก" ที่รับรองให้เป็นแหล่งธรณีวิทยาที่มีความสำคัญในระดับนานาชาติ เหมือนอย่างที่จังหวัดสตูลและจังหวัดนครราชสีมา

ด้านองค์ความรู้

กลายเป็นองค์ความรู้ให้กับนักวิชาการทั่วโลก โดยเมื่อปี 2565 ที่ผ่านมา ประเทศไทยก็ได้เป็นเจ้าภาพการประชุมบรรพชีวินวิทยานานาชาติ ครั้งที่ 6 มีการนำคณะประชุมไปดูซากต่างๆ และกำลังจะเป็นเจ้าภาพงานใหญ่ระดับภูมิภาคอีกครั้ง คืองานประชุมวิชาการด้านบรรพชีวินวิทยาระดับภูมิภาคเอเชีย (APC) ครั้งที่ 3 ในปี 2570 ที่จะถึงนี้

"เวทีระดับโลก ระดับเอเชียก็มาที่บ้านเราเยอะ เพราะว่าเป็นแหล่งที่ค้นพบซากดึกดำบรรพ์เยอะเป็นระดับต้นๆ ของเอเชีย ไดโนเสาร์อาจเป็นตัวชูโรงดี แต่มีซากดึกดำบรรพ์ชิ้นอื่นๆ ทั้งหอยน้ำจืด หอยทะเล ปะการังต่างๆ ตัวที่สามารถบ่งบอกเรื่องอายุหินได้"

ด้านผลิตภัณฑ์ชุมชน

การต่อยอดทำเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยเฉพาะการประยุกต์จากภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น การทอผ้าลายไดโนเสาร์ ผ้าบาติกลายไดโนเสาร์ หรือผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่สร้างรายได้ให้ชุมชนท้องถิ่น

อนาคตของการค้นพบไดโนเสาร์ในไทย

นายปรีชาทิ้งท้ายว่า ปัจจุบันที่ประเทศไทยก็พบซากไดโนเสาร์อื่นๆ ที่กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาว่าจะเป็นสายพันธุ์ใหม่ตัวที่ 15-16 หรือไม่ และขณะนี้ที่อุทยานแห่งชาติภูเวียงก็กำลังมีการสำรวจอย่างเข้มข้น โดยพบซากไดโนเสาร์ซอโรพอดเช่นกัน ซึ่งอาจตัวใหญ่กว่านาคาไททันก็เป็นได้ อยากให้ประชาชนคนไทยคอยติดตาม