รัฐมนตรีวราวุธ ตั้งคณะทำงานร่วมแก้วิกฤตขาดแคลนเม็ดพลาสติก ป้องกันผลกระทบค่าครองชีพ
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้เปิดเผยถึงผลการประชุมหารือแนวทางการบริหารจัดการเม็ดพลาสติก ซึ่งมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน โดยชี้ให้เห็นว่า สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางได้ส่งผลให้เม็ดพลาสติกในประเทศไทยกลายเป็นของหายากมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน
การจัดตั้งคณะทำงานร่วมหลายหน่วยงานเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน
ในการประชุมดังกล่าว มีการหารือและเห็นพ้องกันว่าจะมีการจัดตั้งคณะทำงานร่วมกันจากหลายหน่วยงาน เพื่อร่วมมือกันแก้ไขปัญหาการขาดแคลนเม็ดพลาสติก โดยคณะทำงานนี้จะประกอบด้วยตัวแทนจากกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงมหาดไทย ซึ่งจะเชิญภาคอุตสาหกรรมและผู้เกี่ยวข้องจากภาคเอกชนมาหารือถึงแนวทางต่างๆ อย่างครอบคลุม
นายวราวุธ กล่าวเพิ่มเติมว่า คณะทำงานจะมุ่งเน้นการหารือในประเด็นสำคัญ เช่น วิธีการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนเม็ดพลาสติกที่เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นเวชภัณฑ์หรือถุงพลาสติกที่ใช้ในชีวิตประจำวัน รวมถึงการสำรวจข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณสต็อกที่มีอยู่ ราคาขายในปัจจุบัน และผลกระทบต่อต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ราคาสินค้าในตลาดปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
มาตรการสำคัญ: การส่งเสริมการใช้พลาสติกรีไซเคิลเพื่อลดการพึ่งพาวัตถุดิบใหม่
หนึ่งในมาตรการหลักที่ถูกเน้นย้ำคือ การส่งเสริมการใช้พลาสติกรีไซเคิลให้มากขึ้น โดยนายวราวุธ ระบุว่า ประเทศไทยมีขยะพลาสติกประมาณ 2.7 ล้านตันต่อปี แต่มีการนำกลับมาใช้ใหม่หรือรีไซเคิลเพียง 25% เท่านั้น ซึ่งถือเป็นโอกาสที่สำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการทรัพยากร
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวย้ำว่า การรีไซเคิลอย่างถูกวิธีจะช่วยลดปัญหาการขาดแคลนเม็ดพลาสติกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ภาคอุตสาหกรรมมีวัตถุดิบเพียงพอสำหรับการผลิตสินค้าที่มีต้นทุนไม่สูงจนเกินไป ส่งผลให้ไม่จำเป็นต้องปรับราคาสินค้าให้แพงขึ้น และช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งและความยั่งยืนให้กับภาคอุตสาหกรรมในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม เนื่องจาก การรีไซเคิลถือเป็นหัวใจสำคัญของการลดต้นทุนวัตถุดิบใหม่ ซึ่งภาคอุตสาหกรรมให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ในขณะที่ต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางได้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อระบบเศรษฐกิจ
แผนการดำเนินงานในอนาคตและความคาดหวัง
จากนี้ไป คณะทำงานร่วมที่จัดตั้งขึ้นจะเริ่มต้นการพูดคุยกับภาคอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างจริงจัง เพื่อหาวิธีการและมาตรการที่เหมาะสมในการควบคุมค่าครองชีพและราคาสินค้าไม่ให้เพิ่มสูงขึ้น โดยมุ่งหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกและยั่งยืน
นายวราวุธ ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของเวลาในขณะนี้ว่า เป็นช่วงเวลาที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวเพื่อรับมือกับวิกฤตที่เกิดขึ้น โดยการทำงานร่วมกันของทุกฝ่ายจะช่วยบรรเทาผลกระทบและสร้างเสถียรภาพให้กับเศรษฐกิจในภาพรวม



