ผลการศึกษาใหม่จากมหาวิทยาลัยหลายแห่งในสหรัฐอเมริกาได้เปิดเผยความเชื่อมโยงระหว่างภาวะมีบุตรยากในสตรีกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่ โดยนักวิจัยพบว่าผู้หญิงที่ประสบปัญหาในการตั้งครรภ์หรือไม่สามารถมีบุตรได้ มีโอกาสในการเกิดมะเร็งทั้งสองชนิดนี้สูงกว่าผู้หญิงทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ
รายละเอียดของงานวิจัย
ทีมวิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลจากสตรีจำนวนกว่า 100,000 คน ติดตามผลเป็นระยะเวลานานกว่า 20 ปี ผลปรากฏว่ากลุ่มสตรีที่มีประวัติภาวะมีบุตรยาก มีความเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นร้อยละ 18 และมะเร็งรังไข่เพิ่มขึ้นร้อยละ 22 เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่มีปัญหาเรื่องการเจริญพันธุ์
ดร.เจนนิเฟอร์ สมิธ หัวหน้าคณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด กล่าวว่า "ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าภาวะมีบุตรยากอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อมะเร็งในสตรี ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของฮอร์โมนหรือพันธุกรรมบางอย่างที่ส่งผลต่อทั้งภาวะเจริญพันธุ์และการเกิดมะเร็ง"
สาเหตุและกลไกที่เป็นไปได้
นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าปัจจัยหลายอย่างอาจอธิบายความเชื่อมโยงนี้ ได้แก่ ความไม่สมดุลของฮอร์โมนเพศหญิง โดยเฉพาะเอสโตรเจนที่สูงขึ้น การตกไข่ที่ไม่ปกติ หรือภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS) ซึ่งเป็นสาเหตุทั่วไปของภาวะมีบุตรยาก นอกจากนี้ยังอาจเกี่ยวข้องกับยารักษาภาวะมีบุตรยากที่กระตุ้นการตกไข่ ซึ่งบางชนิดอาจเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม นักวิจัยเน้นย้ำว่ายังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันความสัมพันธ์เชิงสาเหตุและกลไกที่แน่ชัด
คำแนะนำสำหรับผู้หญิงที่มีบุตรยาก
จากผลการศึกษานี้ แพทย์แนะนำให้ผู้หญิงที่มีประวัติภาวะมีบุตรยากหรือกำลังเข้ารับการรักษาภาวะมีบุตรยาก ควรได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมและรังไข่อย่างสม่ำเสมอ เช่น การตรวจเต้านมด้วยตนเอง การตรวจแมมโมแกรม และการตรวจอัลตราซาวด์รังไข่ รวมถึงการตรวจเลือดหาสารบ่งชี้มะเร็ง
นอกจากนี้ การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต เช่น การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การออกกำลังกายสม่ำเสมอ การควบคุมน้ำหนัก และการหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงโดยรวมได้
พญ.สุภาพร ใจดี สูติแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภาวะมีบุตรยาก กล่าวว่า "ผู้หญิงที่วางแผนจะมีบุตรหรือกำลังรักษาภาวะมีบุตรยาก ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับความเสี่ยงและแนวทางการตรวจติดตามที่เหมาะสม เพราะการตรวจพบมะเร็งตั้งแต่ระยะแรกจะช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาหายขาด"
ด้านสมาคมมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกาได้ออกมาให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่า ผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไปควรตรวจแมมโมแกรมทุกปี และผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านมหรือรังไข่ ควรเริ่มตรวจเร็วขึ้นและถี่ขึ้นตามคำแนะนำของแพทย์
งานวิจัยนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ Journal of the American Medical Association (JAMA) และได้รับการกล่าวถึงอย่างกว้างขวางในวงการแพทย์ทั่วโลก โดยหวังว่าจะช่วยเพิ่มความตระหนักรู้และนำไปสู่การปรับปรุงแนวทางการดูแลสุขภาพสตรีที่มีภาวะมีบุตรยากในอนาคต



