เช็กด่วน 4 สัญญาณอันตราย "เบาหวานลงเท้า" ปล่อยไว้อาจถึงขั้นตัดขา พร้อมวิธีดูแลตัวเอง
สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน ปัญหา "เบาหวานลงเท้า" ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่ควรมองข้าม เพราะหากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่การติดเชื้อร้ายแรงจนถึงขั้นต้องสูญเสียอวัยวะ เช่น การตัดขา เพื่อป้องกันเหตุการณ์ร้ายแรงนี้ เราจึงรวบรวมสัญญาณเตือนและวิธีดูแลเท้าด้วยตนเองตามคำแนะนำของแพทย์จากโรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล มาให้ทุกท่านได้เรียนรู้และปฏิบัติตาม
สัญญาณเตือน ปัญหาเท้าที่พบบ่อยในผู้ป่วยเบาหวาน
ผู้ป่วยเบาหวานมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดความผิดปกติบริเวณเท้า ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการเกิดแผลเรื้อรัง โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 ด้านหลัก ดังนี้
1. การเปลี่ยนแปลงของผิวหนัง
- ผิวหนังแห้ง (dry skin): เกิดจากความผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติที่ควบคุมต่อมเหงื่อ ทำให้ผลิตเหงื่อน้อยลง ส่งผลให้ผิวหนังแห้ง แตก ถลอก เป็นสะเก็ด และมีอาการคัน ซึ่งอาจนำไปสู่การเกิดแผลได้ง่าย ดังนั้น ผู้เป็นเบาหวานควรทาครีมบำรุงผิวเพื่อคงความชุ่มชื้นแก่ผิวหนังอย่างสม่ำเสมอ
- ผิวหนังแข็งหนา (callus): เกิดจากแรงกดหรือการเสียดสีของผิวหนังกับรองเท้าหรือปุ่มกระดูก ทำให้ผิวหนังเกิดการหนาตัวขึ้น เมื่อปล่อยให้ผิวหนังหนาแข็งมากขึ้น จะกดเนื้อเยื่อด้านใต้หนังแข็งจนเกิดเป็นแผลที่เท้าได้ หากมีหนังแข็งเกิดขึ้น ให้ใช้หินละเอียดขัดเท้าไปในทิศทางเดียวกัน หรือทาครีมให้หนังแข็งมีความนุ่มลง โดยไม่ควรใช้มีดหรือของมีคมตัดหนังแข็งด้วยตนเอง
2. ความผิดปกติของเล็บ
- เชื้อราที่เล็บ: เกิดจากการติดเชื้อราบริเวณเล็บ ซึ่งเชื้อราเติบโตได้ดีในสภาวะที่ร้อนและอับชื้น ทำให้เล็บหนาตัวขึ้นและเปราะแตกง่าย ดังนั้น ควรดูแลให้เท้าไม่อับชื้น สวมใส่รองเท้าที่ระบายอากาศได้ดีและไม่คับจนเกินไป
- เล็บขบ/เล็บม้วน: เกิดจากการตัดเล็บสั้นหรือตัดโค้งเข้าซอกเล็บ รวมถึงการสวมรองเท้าที่หัวรองเท้าแคบเกินไป ทำให้ขอบเล็บกดจิกลงบนเนื้อและเกิดเป็นแผลเล็บขบได้ ควรตัดเล็บตรงและใส่รองเท้าที่หน้ากว้าง เหมาะกับรูปเท้า ไม่หลวมหรือแน่นจนเกินไป
3. เท้าผิดรูป
- นิ้วหัวแม่เท้าเกหรือบันเนียน (Bunion): เป็นความผิดปกติของกระดูกบริเวณฐานนิ้วหัวแม่เท้าที่เบี่ยงออกด้านนอกและปลายนิ้วหัวแม่เท้าเบี่ยงเข้าด้านในหานิ้วชี้ ทำให้ปุ่มกระดูกที่ยื่นเกิดการเสียดสีกับรองเท้าและเป็นแผลได้ง่าย ดังนั้น ไม่ควรใส่รองเท้าหัวแหลม สูงเกิน 2 นิ้ว หรือคับจนเกินไป
- เท้าผิดรูปแบบชาคอต (Charcot Foot): เกิดจากประสาทส่วนปลายเสื่อม ทำให้ข้อต่อและกระดูกเปราะบางจนแตกหักและผิดรูป ส่งผลให้เกิดปุ่มนูนที่ฝ่าเท้า ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับการรักษาและตัดรองเท้าที่เหมาะสมกับรูปเท้า เพื่อป้องกันการเกิดแผล
- นิ้วเท้างอจิกพื้น: เกิดจากการเสื่อมของระบบประสาทส่วนปลาย ทำให้กล้ามเนื้อที่เท้าลีบฝ่อ อ่อนแรง และนิ้วผิดรูปงอจิกลงพื้น ส่งผลให้การลงน้ำหนักบริเวณปลายนิ้วมากขึ้นและเกิดเป็นแผลได้ ควรสวมรองเท้าที่นุ่มและหน้ากว้างเพื่อลดการเสียดสี บริหารนิ้วเท้า และปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับการรักษา
บัญญัติ 10 ประการ วิธีดูแลเท้าด้วยตนเองสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน
การดูแลเท้าอย่างต่อเนื่องทุกวันเป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันการสูญเสียอวัยวะ โดยมีแนวทางปฏิบัติ ดังนี้
- การทำความสะอาดเท้า: ควรทำความสะอาดเท้าด้วยน้ำสบู่อ่อน ๆ หลังอาบน้ำ เช้าและเย็นทุกวัน และทุกครั้งที่เท้าสกปรก จากนั้นเช็ดเท้าและซอกนิ้วให้แห้งทันที เพื่อป้องกันการอับชื้น
- ตรวจเท้าด้วยตนเองทุกวัน: เพื่อค้นหาความผิดปกติต่าง ๆ เช่น บวม แดง ร้อน หนังแข็งหนา หรือมีตุ่มพอง โดยดูทั้งบริเวณหลังเท้า ฝ่าเท้า เล็บ และซอกนิ้วเท้าทั้ง 2 ข้าง อาจใช้กระจกเงาช่วยส่องดูบริเวณฝ่าเท้า หากไม่สามารถตรวจเองได้ ควรให้ญาติหรือผู้ดูแลช่วยตรวจ
- การดูแลผิวหนัง: หลังอาบน้ำและเช็ดเท้าให้แห้งแล้ว ควรทาโลชั่นหรือยูเรียครีมบาง ๆ ให้ทั่วเพื่อคงความชุ่มชื้นแก่ผิวหนัง โดยหลีกเลี่ยงทาบริเวณซอกนิ้วเท้า เพราะจะทำให้อับชื้นและเสี่ยงต่อการติดเชื้อรา
- การดูแลเล็บ: ใช้ที่ตัดเล็บที่คมและตัดเล็บเมื่อเล็บนิ่ม เช่น หลังอาบน้ำ ตัดเล็บแนวตรงให้พอดีกับความกว้างของเล็บ ไม่ตัดสั้นเกินไปหรือโค้งลึกเข้าจมูกเล็บ เพื่อป้องกันเล็บขบ จากนั้นตะไบเล็บไปในทิศทางเดียวกันเพื่อลบความคม
- การสวมถุงเท้า: เลือกถุงเท้าที่ทำจากเส้นใยธรรมชาติ สะอาด นิ่ม และระบายอากาศได้ดี เพื่อลดการอับชื้น หลีกเลี่ยงถุงเท้าที่รัดแน่นเกินไปหรือทำจากผ้าไนลอน และควรเปลี่ยนถุงเท้าทุกวัน
นอกจากนี้ ยังมีวิธีดูแลเท้าอีก 5 ข้อที่สำคัญ ซึ่งจะนำเสนอในสัปดาห์หน้า เพื่อให้ผู้ป่วยเบาหวานสามารถดูแลตนเองได้อย่างครบถ้วนและมีสุขอนามัยที่ดีในระยะยาว
แหล่งอ้างอิง: ฝ่ายการพยาบาล โรงพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล



