เตือนภัยสุขภาพ! ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ สัญญาณอันตรายที่ไม่ควรมองข้าม
เตือนภัย! หัวใจเต้นผิดจังหวะ สัญญาณอันตรายที่ไม่ควรมองข้าม

เตือนภัยสุขภาพ! ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ สัญญาณอันตรายที่ไม่ควรมองข้าม

ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะเป็นปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยปกติหัวใจของมนุษย์จะเต้นสม่ำเสมอในอัตรา 60–100 ครั้งต่อนาทีขณะพัก แต่หากจังหวะการเต้นผิดเพี้ยนไป เช่น เต้นเร็วเกิน 100 ครั้งต่อนาที (หัวใจเต้นเร็ว) หรือช้ากว่า 60 ครั้งต่อนาที (หัวใจเต้นช้า) ถือเป็นสัญญาณอันตรายที่ไม่ควรมองข้าม ภาวะนี้อาจนำไปสู่ผลกระทบร้ายแรงต่อร่างกายได้

อาการและประเภทของหัวใจเต้นผิดจังหวะ

อาการของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะอาจแตกต่างกันไปตามประเภท โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ดังนี้

  • หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ (Tachycardia): หัวใจเต้นมากกว่า 100 ครั้งต่อนาทีขณะพัก ผู้ป่วยอาจรู้สึกใจสั่น แน่นหน้าอก หรือเวียนหัว
  • หัวใจเต้นช้าผิดปกติ (Bradycardia): หัวใจเต้นน้อยกว่า 60 ครั้งต่อนาทีในผู้ที่ไม่ได้ออกกำลังกายเป็นประจำ อาจมีอาการอ่อนเพลีย เวียนศีรษะ หน้ามืด หรือเป็นลมหมดสติชั่วคราว
  • หัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอ (Irregular rhythm): เกิดจากภาวะเช่น หัวใจเต้นพริ้ว (Atrial fibrillation) หรือการนำไฟฟ้าในหัวใจผิดปกติ เช่น การส่งกระแสไฟฟ้าผิดปกติจากหัวใจห้องล่างหรือห้องบน บางรายอาจไม่มีอาการใดๆ และตรวจพบโดยบังเอิญจากเครื่องวัดชีพจรหรือคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG)

สาเหตุหลักของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

สาเหตุของภาวะนี้มีหลายปัจจัย ได้แก่

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram
  1. ความเครียด วิตกกังวล หรือการพักผ่อนไม่เพียงพอ
  2. การดื่มกาแฟ แอลกอฮอล์ หรือสูบบุหรี่มากเกินไป
  3. การขาดเกลือแร่บางชนิด เช่น โพแทสเซียมหรือแมกนีเซียม
  4. โรคหัวใจ เช่น ลิ้นหัวใจผิดปกติ หรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
  5. ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด

การตรวจวินิจฉัยโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ

การตรวจวินิจฉัยมีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับลักษณะอาการและความรุนแรง แพทย์จะเลือกวิธีที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย เช่น

  • การซักประวัติและตรวจร่างกายเบื้องต้น เพื่อประเมินอาการและสิ่งกระตุ้น
  • การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) ซึ่งเป็นวิธีเบื้องต้น แต่มีข้อจำกัดหากอาการเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว
  • การตรวจติดตามคลื่นไฟฟ้าหัวใจต่อเนื่อง เช่น Holter monitor หรือ Implantable loop recorder สำหรับการติดตามระยะยาว
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น การตรวจระดับเกลือแร่ในเลือดหรือฮอร์โมนไทรอยด์
  • การตรวจเพิ่มเติมเฉพาะทาง เช่น อัลตร้าซาวด์หัวใจ (Echocardiogram) หรือการทดสอบสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย

แนวทางการรักษาและป้องกัน

การรักษาขึ้นอยู่กับชนิดและความรุนแรงของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ รวมถึงโรคพื้นฐานของผู้ป่วย แนวทางหลักได้แก่

  • การปรับพฤติกรรมและการดูแลตนเอง: เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการไม่รุนแรง เช่น การพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม ควบคุมความเครียด และหลีกเลี่ยงคาเฟอีน แอลกอฮอล์ บุหรี่
  • การใช้ยา: เช่น ยาต้านการเต้นผิดจังหวะ ยาควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจ หรือยาต้านการแข็งตัวของเลือดในผู้ที่มี Atrial fibrillation
  • การรักษาด้วยหัตถการ: เช่น การช็อกไฟฟ้าหัวใจ (Electrical cardioversion) การจี้ไฟฟ้าหัวใจ (Catheter ablation) หรือการใส่อุปกรณ์ช่วยหัวใจ เช่น Pacemaker หรือ ICD
  • การผ่าตัดหัวใจ: ในกรณีที่ซับซ้อน เช่น การผ่าตัด Maze procedure สำหรับผู้ที่มี Atrial fibrillation ร่วมกับการผ่าตัดหัวใจอื่น
  • การรักษาโรคพื้นฐาน: เช่น การควบคุมความดันโลหิตสูง โรคหัวใจขาดเลือด หรือแก้ไขภาวะเกลือแร่ผิดปกติ

การตระหนักถึงสัญญาณอันตรายและเข้ารับการตรวจรักษาอย่างเหมาะสมตั้งแต่เนิ่นๆ สามารถช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงได้ ข้อมูลจากโรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท แนะนำให้ผู้ที่มีอาการสงสัยควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและดูแลอย่างถูกต้อง