กรมอนามัยเผยผลสำรวจสุขภาพจิตคนไทยหลังโควิด พบความเครียดสูงขึ้น 20%
กรมอนามัยสำรวจสุขภาพจิตคนไทยหลังโควิด พบความเครียดเพิ่ม

กรมอนามัยเผยผลสำรวจสุขภาพจิตคนไทยหลังโควิด พบความเครียดสูงขึ้น 20%

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้เปิดเผยผลการสำรวจสุขภาพจิตของประชาชนไทยหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งพบว่าความเครียดในกลุ่มประชากรเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงานและผู้สูงอายุที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและความเปลี่ยนแปลงทางสังคม

ผลสำรวจชี้ชัดความเครียดพุ่งสูง

จากการสำรวจล่าสุด พบว่าความเครียดในคนไทยเพิ่มขึ้นประมาณ 20% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 สาเหตุหลักมาจากความกังวลเกี่ยวกับรายได้ การว่างงาน และความไม่แน่นอนในอนาคต นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่นๆ เช่น การปรับตัวกับการทำงานจากบ้าน การเรียนออนไลน์ และการจำกัดการพบปะทางสังคมที่ส่งผลต่อสภาพจิตใจ

กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ วัยทำงานอายุ 25-45 ปี ซึ่งมักเผชิญกับความกดดันด้านการเงินและหน้าที่การงาน รวมถึง ผู้สูงอายุอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่อาจรู้สึกโดดเดี่ยวและวิตกกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของตนเอง

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

มาตรการเฝ้าระวังและส่งเสริมสุขภาพจิต

กรมอนามัยได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเฝ้าระวังและส่งเสริมสุขภาพจิตในยุคหลังโควิด โดยได้เสนอแนวทางต่างๆ เพื่อช่วยลดความเครียดและปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชน ดังนี้

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
  • การจัดกิจกรรมลดความเครียด เช่น โยคะ การทำสมาธิ และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • การให้คำปรึกษาทางจิตวิทยาผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการสำหรับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ
  • การรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพจิตในชุมชนและสถานที่ทำงาน

นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันในการจัดโปรแกรมสนับสนุนสุขภาพจิต เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนทุกกลุ่ม

ความท้าทายและแนวโน้มในอนาคต

แม้ว่าจะมีมาตรการต่างๆ แต่อุปสรรคสำคัญยังคงอยู่ เช่น การขาดแคลนบุคลากรด้านสุขภาพจิตในบางพื้นที่ และการเข้าถึงบริการที่จำกัดสำหรับกลุ่มเปราะบาง กรมอนามัยจึงวางแผนที่จะขยายเครือข่ายบริการและพัฒนาศักยภาพของเจ้าหน้าที่ให้มากขึ้น

ในอนาคต คาดว่าความเครียดอาจยังคงเป็นปัญหาสำคัญ หากสถานการณ์เศรษฐกิจและสังคมไม่ดีขึ้น ดังนั้น การติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อปรับปรุงนโยบายและมาตรการให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น