รัฐบาลไทยกำลังผลักดันให้ประเทศเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของภูมิภาค โดยเตรียมออกมาตรการจูงใจเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของโลก
นโยบายส่งเสริมการลงทุน EV
นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมายให้ไทยเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของโลกภายในปี 2573
มาตรการสำคัญประกอบด้วยการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้ลงทุน เช่น การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 8 ปี การลดอัตราภาษีนำเข้าชิ้นส่วนและวัตถุดิบที่จำเป็น รวมถึงการสนับสนุนด้านการวิจัยและพัฒนา
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับยานยนต์ไฟฟ้า อาทิ การขยายสถานีชาร์จไฟฟ้าทั่วประเทศ การปรับปรุงระบบไฟฟ้าให้มีเสถียรภาพ และการสนับสนุนการผลิตแบตเตอรี่ในประเทศ
นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ไทยมีศักยภาพสูงในการเป็นศูนย์กลาง EV เนื่องจากมีห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่งในอุตสาหกรรมยานยนต์เดิม และมีนโยบายที่เอื้อต่อการลงทุน
เป้าหมายการผลิต
รัฐบาลตั้งเป้าว่าภายในปี 2573 ไทยจะสามารถผลิตรถยนต์ไฟฟ้าได้ไม่น้อยกว่า 30% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมดในประเทศ หรือประมาณ 2.5 ล้านคันต่อปี โดยจะเน้นทั้งรถยนต์นั่งส่วนบุคคล รถจักรยานยนต์ และรถโดยสารสาธารณะ
นอกจากนี้ ยังมีแผนส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศผ่านมาตรการจูงใจผู้บริโภค เช่น การลดภาษีสรรพสามิต การสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และการจัดตั้งกองทุนเพื่อส่งเสริมการใช้ EV
การตอบรับจากนักลงทุน
ปัจจุบันมีบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำหลายรายแสดงความสนใจลงทุนในไทยแล้ว อาทิ BYD จากจีน, Tesla จากสหรัฐอเมริกา และ Mercedes-Benz จากเยอรมนี ซึ่งบางรายได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างโรงงานแล้ว
นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า การลงทุนในอุตสาหกรรม EV จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างงานให้กับแรงงานไทยจำนวนมาก รวมถึงช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามเป้าหมายของประเทศ



