ตำรวจขยายผลคดีจีนครอบครองอาวุธสงคราม พบเครือข่ายทหารเรือและตำรวจเกี่ยวข้อง
ขยายผลคดีจีนครอบครองอาวุธสงคราม พบทหารเรือ-ตำรวจเกี่ยวข้อง

เจ้าหน้าที่ตำรวจลงพื้นที่ตรวจสอบของกลางเพิ่มเติมในคดีชาวจีนครอบครองอาวุธสงครามในพื้นที่พัทยา หลังการสืบสวนขยายผลพบความเชื่อมโยงไปยังเครือข่ายจัดหาอาวุธที่มีทหารเรือและบุคคลใกล้ชิดเกี่ยวข้อง

ความคืบหน้าคดี

เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2569 ความคืบหน้ากรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุมนายหมิงเฉิน ซัน ผู้ต้องหาครอบครองอาวุธปืน ชาวจีน วัย 31 ปี หลังประสบอุบัติเหตุขับรถเก๋งพลิกคว่ำในพื้นที่ สภ.นาจอมเทียน โดยระหว่างตรวจสอบภายในรถ เจ้าหน้าที่พบอาวุธปืนพร้อมแม็กกาซีน จึงขยายผลเข้าตรวจค้นบ้านพักภายในซอยห้วยใหญ่

ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวผู้ต้องหาไว้ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดชลบุรี หลังสอบปากคำเพื่อขยายผลการจับกุม พร้อมจัดกำลังเจ้าหน้าที่เฝ้าดูแลตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากผู้ต้องหามีอาการเครียดและอ่อนเพลีย

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

เครือข่ายจัดหาอาวุธ

แนวทางการสืบสวนพบความเชื่อมโยงของเครือข่ายจัดหาอาวุธ ซึ่งมีบุคคลเป็นข้าราชการหลายคนเกี่ยวข้อง ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้เข้าควบคุมตัวนายจำลอง อายุ 51 ปี ที่บ้านพักในอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี หลังพบว่าเป็นเจ้าของบัญชีธนาคารที่ใช้รับโอนเงินซื้อขายอาวุธปืน โดยนายจำลองให้การรับสารภาพว่า ทำหน้าที่เปิดบัญชีรับโอนเงินจากผู้ต้องหาชาวจีนเท่านั้น โดยไม่ทราบว่าเป็นเงินที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายอาวุธปืน

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

จากข้อมูลการสืบสวนทราบว่าเครือข่ายจัดหาอาวุธดังกล่าวมีผู้เกี่ยวข้องอย่างน้อย 5 คน โดยล่าสุดสามารถควบคุมตัว "จ่าบอย" ซึ่งถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในผู้จัดหาอาวุธสงครามให้กับผู้ต้องหาชาวจีน มาสอบสวนเพิ่มเติมที่ สภ.นาจอมเทียน เพื่อขยายผลถึงแหล่งที่มาของอาวุธและผู้ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมแล้ว พร้อมด้วย "จ่าแหบ" หรือนายปฐมพล หลวงชัย อดีตทหารเรือ หลังถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในผู้จัดหาอาวุธสงครามให้กับผู้ต้องหาชาวจีน ซึ่งจากประวัติพบว่า "จ่าแหบ" เคยตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีร่วมกับพวกอีก 7 คน ก่อเหตุใช้อาวุธปืนปล้นรถขนเงินในพื้นที่จังหวัดชลบุรีมาก่อนหน้านี้

เส้นทางการซื้อขายอาวุธ

จากการสอบสวนพบว่าจุดเริ่มต้นของการติดต่อซื้ออาวุธสงครามมาจากผู้ต้องหาชาวจีนติดต่อผ่านนายคเชนทร์ ซึ่งทำหน้าที่ประสานการซื้อขาย ก่อนติดต่อไปยังพันจ่าเอกเมธี เพื่อจัดหาอาวุธ โดยมี "จ่าแหบ" และ "จ่าบอย" ทำหน้าที่นำอาวุธออกมาจากแหล่งเก็บ ส่วนการรับโอนเงินใช้บัญชีของนายจำลองเป็นทางผ่าน และทำหน้าที่ส่งมอบอาวุธให้กับผู้ซื้อ

ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อตรวจสอบว่าอาวุธที่ถูกนำมาจำหน่ายมีความเกี่ยวข้องกับอาวุธของทางราชการหรือไม่ รวมถึงขยายผลว่ามีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายลักลอบค้าอาวุธข้ามชาติหรือกลุ่มอาชญากรรมอื่นหรือไม่

ปฏิกิริยาจากกองทัพเรือ

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ระบุถึงกรณีพบข้าราชการสังกัดกองทัพเรือมากกว่า 1 นาย ถูกพาดพิงว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการจำหน่ายอาวุธปืนให้กับผู้ต้องหาชาวจีน ว่า กองทัพเรือได้สั่งตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียดและนำกำลังพลที่ถูกพาดพิงเข้าพบพนักงานสอบสวนแล้ว ยืนยันว่าหากพบว่ามีการกระทำผิดจริง จะดำเนินการทั้งทางวินัยและทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยไม่มีข้อยกเว้น เนื่องจากเป็นเรื่องที่กระทบต่อความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชน

การตรวจสอบของกลาง

เจ้าหน้าที่ศูนย์ข้อมูลวัตถุระเบิด สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ ลงพื้นที่ตรวจสอบของกลาง ทั้งอาวุธปืนสงคราม เครื่องกระสุน และระเบิดสังหารรวม 10 ลูก ที่ตรวจยึดได้จากบ้านพักของนายหมิงเฉิน ซัน ในพื้นที่ตำบลห้วยใหญ่ จังหวัดชลบุรี เพื่อขยายผลตรวจสอบที่มาของอาวุธ หมายเลขประจำปืน รวมถึงตรวจสอบความเชื่อมโยงกับคดีอาชญากรรมอื่นเพิ่มเติมต่อไป

ปืนสวัสดิการตำรวจ

คดีของนายหมิงเฉิน ชายชาวจีน ที่ถูกจับพร้อมของกลางอาวุธสงครามหลายรายการ ที่ สภ.นาจอมเทียน จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม จากการตรวจสอบอาวุธปืน Glock 26 พบเป็นปืนมีทะเบียน ชื่อผู้ครอบครองคือ ร้อยตำรวจโทบัณฑิต สังกัด สน.สายไหม เบื้องต้นยอมรับว่าเริ่มจากการวางค้ำประกันเงินกู้ กระทั่งขายขาดไปเมื่อปี 2566

ความคืบหน้าในทางการสืบสวนสอบสวนที่มาของปืนสวัสดิการตำรวจ กล็อค 26 ไปอยู่ในความครอบครองของนายหมิงเฉิน ชายชาวจีน ขณะนี้พบว่าชื่อผู้ครอบครองคือ ร้อยตำรวจโทบัณฑิต ปัจจุบันสังกัด สน.สายไหม ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 2 เปิดเผยว่า ในเบื้องต้นได้เรียกเจ้าตัวเข้าชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว และหลังจากนี้จะต้องเข้าสู่กระบวนการของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อพิจารณาลงโทษทางวินัย ตามระเบียบขั้นตอนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งผู้บังคับการตำรวจนครบาลได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงไปเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569

ขณะที่การสืบสวนสอบสวนการเปลี่ยนมือครอบครองปืนกระบอกนี้ พบว่าในปี 2553 ร้อยตำรวจโทบัณฑิต รองสารวัตรปราบปราม สน.สายไหม ยืมเงินพันตำรวจโทปฏิญญา สารวัตรกองกำกับการสืบสวน บก.น 2 จำนวน 50,000 บาท ใช้ปืนค้ำประกันไว้พร้อมสัญญาว่า "เมื่อมีเงินจะมาไถ่คืน"

ในปี 2564 ร้อยตำรวจโทบัณฑิตต้องการใช้เงิน จึงขอให้พันตำรวจโทปฏิญญาหาคนมาซื้อปืน และในช่วงปลายปีเดียวกัน พันตำรวจโทปฏิญญาประสานร้อยตำรวจโทปัถวี รองสารวัตรฝ่ายอำนวยการ 1 กองบัญชาการตำรวจนครบาล ให้ช่วยหาคนมาซื้อปืน กระทั่งปี 2566 ร้อยตำรวจโทปัถวีได้ติดต่อไปยังดาบตำรวจพิชญพงษ์ ผู้บังคับหมู่ สน.ห้วยขวาง ให้ช่วยหาคนซื้ออาวุธปืน ทางดาบตำรวจพิชญพงษ์จึงติดต่อไปยังร้อยตำรวจเอกปฎิภาณ ซึ่งเป็นตำรวจนายสุดท้ายที่ซื้อปืนกระบอกนี้ไปครอบครอง

ต่อมา นางสาวจันทิมา อดีตภรรยานายหมิงเฉิน ผู้ต้องหา ซึ่งเคยคบหากับร้อยตำรวจเอกปฎิภาณ ได้เป็นคนกลางประสานขอซื้อปืนจากร้อยตำรวจเอกปฎิภาณ ในราคา 100,000 บาท ซึ่งเกิดขึ้นก่อนที่ร้อยตำรวจเอกปฎิภาณต้องโทษจำคุก จนสามารถควบคุมตัวนายคเชนทร์ ครูฝึกยิงปืนในพื้นที่พัทยา และพันจ่าเอกเมธี สังกัดกองทัพเรือ มาสอบสวนเพิ่มเติม หลังพบข้อมูลว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดหาอาวุธส่งต่อให้ผู้ต้องหาชาวจีน ซึ่งนายคเชนทร์ให้การอ้างว่าเป็นผู้ประสานติดต่อซื้อปืนไรเฟิลจู่โจม M4 จากพันจ่าเอกเมธี ในราคากระบอกละ 2 แสนบาท