ปี 2567 อาชญากรรมไซเบอร์ในประเทศไทยสร้างความเสียหายให้กับประชาชนเป็นมูลค่ามากกว่า 6 หมื่นล้านบาท โดยมีผู้เสียหายกว่า 2 แสนราย ข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุว่า การหลอกลวงผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น การลงทุนปลอม การซื้อขายสินค้าปลอม และการแฮ็กข้อมูลส่วนตัว เป็นรูปแบบที่พบมากที่สุด
สถิติและรูปแบบอาชญากรรมไซเบอร์ที่พบบ่อย
จากรายงานของศูนย์ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอ.) พบว่า การหลอกลวงให้ลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลหรือแพลตฟอร์มการเทรดปลอมมีสัดส่วนสูงถึง 35% ของคดีทั้งหมด รองลงมาคือการซื้อขายสินค้าออนไลน์ที่ไม่ได้รับของ (25%) และการหลอกลวงให้กู้เงิน (15%) โดยมูลค่าความเสียหายเฉลี่ยต่อคดีอยู่ที่ประมาณ 300,000 บาท
มาตรการของรัฐบาลในการรับมือ
รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีได้ประกาศมาตรการเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหานี้ โดยมีการออกพระราชกำหนดว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2567 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2567 กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ต้องตรวจสอบตัวตนผู้ใช้และรายงานธุรกรรมที่น่าสงสัยภายใน 24 ชั่วโมง
นอกจากนี้ ยังมีการตั้งศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอ.) ที่บูรณาการความร่วมมือระหว่างตำรวจ ธนาคารแห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เพื่ออายัดบัญชีและระงับธุรกรรมต้องสงสัยได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ผลกระทบต่อประชาชนและเศรษฐกิจ
ความเสียหายจากอาชญากรรมไซเบอร์ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อการเงินส่วนบุคคล แต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นในการทำธุรกรรมออนไลน์ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ ดร.สมศักดิ์ ศรีสันติสุข นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า “การสูญเสียครั้งนี้คิดเป็นประมาณ 0.4% ของจีดีพีไทย และอาจส่งผลกระทบระยะยาวหากไม่มีการจัดการที่มีประสิทธิภาพ”
ข้อแนะนำสำหรับประชาชน
สำนักงานตำรวจแห่งชาติแนะนำให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลก่อนทำธุรกรรมออนไลน์ทุกครั้ง โดยเฉพาะการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงผิดปกติ ไม่ควรคลิกลิงก์จากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ และควรเปิดใช้งานการยืนยันตัวตนสองชั้น (2FA) สำหรับบัญชีการเงินทุกประเภท หากพบว่าถูกหลอกลวง ให้รีบแจ้งความที่สถานีตำรวจหรือโทรสายด่วน 191 ทันที



