11 ปี คดีระเบิดราชประสงค์ ศาลสั่งประหาร 2 จำเลยชาวอุยกูร์ปิดคดีวินาศกรรม
11 ปี คดีระเบิดราชประสงค์ ศาลสั่งประหาร 2 จำเลยอุยกูร์

เกือบ 11 ปีหลังเหตุระเบิดศาลท้าวมหาพรหม แยกราชประสงค์ ซึ่งคร่าชีวิต 20 คนและบาดเจ็บนับร้อย คดีวินาศกรรมได้เดินทางมาถึงบทสรุปสำคัญ เมื่อศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำพิพากษาประหารชีวิต 2 จำเลย ปิดฉากหนึ่งในคดีอาญาที่ใช้เวลาพิจารณายาวนานที่สุดของไทย

เหตุการณ์วันที่ 17 สิงหาคม 2558

ช่วงเย็นวันที่ 17 สิงหาคม 2558 เวลา 18.55 น. ท่ามกลางความพลุกพล่านของสี่แยกราชประสงค์ซึ่งเป็นหัวใจทางเศรษฐกิจของกรุงเทพมหานคร เกิดเหตุระเบิดรุนแรงขึ้นภายในบริเวณศาลท้าวมหาพรหม โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ ระเบิดแสวงเครื่องชนิดไปป์บอมบ์ที่บรรจุทีเอ็นทีน้ำหนักประมาณ 3 กิโลกรัม ถูกวางไว้ใต้เก้าอี้ม้านั่งภายในบริเวณศาล แรงระเบิดส่งผลให้มีรัศมีทำลายล้างกว้างถึง 100 เมตร คร่าชีวิตผู้คนในที่เกิดเหตุและที่โรงพยาบาลรวม 20 คน และมีผู้บาดเจ็บสาหัสและบาดเจ็บเล็กน้อยรวมทั้งสิ้น 163 คน

หลักฐานสำคัญที่นำไปสู่การสืบสวนคือภาพจากกล้องวงจรปิดที่บันทึกพฤติการณ์ของชายต้องสงสัยสวมเสื้อยืดสีเหลือง กางเกงขาสั้นสีเข้ม สะพายเป้สีดำ เดินทางมายังที่เกิดเหตุด้วยรถตุ๊กตุ๊กจากสถานีหัวลำโพง ชายคนดังกล่าวเดินเข้ามานั่งบนม้านั่งภายในศาล ก่อนจะถอดเป้วางไว้ใต้เก้าอี้แล้วลุกเดินออกไปพร้อมกับหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดู หลังจากนั้นไม่กี่นาทีระเบิดก็ทำงาน พยานที่เป็นคนขับแท็กซี่และวินจักรยานยนต์รับจ้างยืนยันว่าได้รับส่งชายที่มีรูปพรรณคล้ายคลึงกัน โดยระบุว่าชายคนดังกล่าวพูดภาษาต่างประเทศที่ไม่ชัดเจนและมีท่าทีเร่งรีบ

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ในจำนวนผู้เสียชีวิต 20 คนนี้ มีเพียง 6 คนที่เป็นชาวไทย ส่วนอีก 14 คนเป็นชาวต่างชาติ ประกอบด้วยชาวจีนแผ่นดินใหญ่ 5 คน, มาเลเซีย 5 คน, ฮ่องกง 2 คน, สิงคโปร์ 1 คน และอินโดนีเซีย 1 คน ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวที่เข้ามาสักการะศาลท้าวมหาพรหมซึ่งเป็นแลนด์มาร์กสำคัญยอดนิยม เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยว ยอดนักท่องเที่ยวในตลาดเอเชียลดลงทันทีถึงร้อยละ 10 และทางการบินพลเรือนได้สั่งยกระดับมาตรการความปลอดภัยในท่าอากาศยาน 28 แห่งสู่ระดับ 3 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด

ระเบิดซ้ำซ้อนที่ท่าเรือสาทร

ต่อมาวันที่ 18 สิงหาคม 2558 เวลาประมาณ 13.30 น. เกิดเหตุระเบิดซ้ำซ้อนขึ้นอีกครั้งที่ท่าเรือสาทร โดยผู้ก่อเหตุพยายามปาระเบิดแสวงเครื่องลงมาบนท่าเรือที่มีผู้คนหนาแน่น แต่ระเบิดพลาดตกลงไปในแม่น้ำเจ้าพระยา ช่วงใต้สะพานสมเด็จพระเจ้าตากสิน ทำให้ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ อย่างไรก็ตาม สังคมไทยได้แสดงให้เห็นถึงพลังแห่งความเข้มแข็งและการฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว โดยเจ้าหน้าที่เร่งดำเนินการบูรณะศาลท้าวมหาพรหมที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักและทำความสะอาดพื้นที่จนสามารถเปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวกลับมาสักการะได้อีกครั้งในเช้าวันที่ 19 สิงหาคม หรือเพียง 40 กว่าชั่วโมงหลังเกิดเหตุ เพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่นและยืนยันว่าวิถีชีวิตของชาวกรุงเทพฯ จะไม่ถูกบดบังด้วยความรุนแรง

ปฏิบัติการจับกุมและการตรวจค้นรังกบดาน

ทางการไทยใช้เวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์ในการติดตามตัวผู้ต้องสงสัย โดยเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2558 เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารได้ร่วมกันปิดล้อมตรวจค้นพูลอนันต์อพาร์ทเมนท์ ย่านหนองจอก ตรวจค้นห้องพักเลขที่ 412 เจ้าหน้าที่สามารถจับกุม บิลาล โมฮัมเหม็ด (หรือ อาเด็ม คาราดัก) พร้อมของกลางสำคัญประกอบด้วยวัตถุระเบิดทีเอ็นที ดินปืน ฝักแคระเบิด และลูกปืนรถจักรยานยนต์จำนวนมาก ซึ่งเป็นชนิดเดียวกับที่ใช้ในที่เกิดเหตุราชประสงค์ และยังพบหนังสือเดินทางประเทศตุรกีปลอมกว่า 200 เล่ม และหนังสือเดินทางเปล่าอีกจำนวนมาก อาเด็มถูกระบุว่าเป็นชายสวมเสื้อเหลืองที่ปรากฏในกล้องวงจรปิดตามคำรับสารภาพและผลการทำแผนประกอบคำรับสารภาพในภายหลัง

ต่อมาเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2558 เจ้าหน้าที่จับกุมผู้ต้องสงสัยรายที่ 2 ได้ที่ด่านตรวจที่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว คือ นายไมไรลี ยูซุฟู ขณะนั้นถือหนังสือเดินทางจีนที่ถูกต้อง ตำรวจเชื่อว่าเขาเป็นผู้วางแผนและเป็นผู้จุดชนวนระเบิดที่ศาลท้าวมหาพรหม การสอบสวนขยายผลนำไปสู่การออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องอีกทั้งหมด 17 คน ซึ่งรวมถึง วรรณา สวนสันต์ หญิงไทยมุสลิมและสามีชาวตุรกีที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้จัดหาที่พักให้แก่กลุ่มผู้ก่อเหตุ

ข้อหาและการดำเนินคดี

เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาและส่งฟ้องจำเลยหลักทั้ง 2 คน ในความผิดรวมทั้งสิ้น 10 ข้อหา ดังนี้

  • ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน : เป็นข้อหาหลักที่ร้ายแรงที่สุดจากการทำให้มีผู้เสียชีวิต 20 คน
  • ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน : จากเหตุการณ์ที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บกว่า 163 คน
  • ร่วมกันทำให้เกิดระเบิดจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และได้รับบาดเจ็บสาหัส : ตามรายงานระบุว่าจำเลยร่วมกันวางและจุดชนวนระเบิดแสวงเครื่อง (ไปป์บอมบ์) บรรจุทีเอ็นที
  • ร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง : เนื่องจากมีการตรวจพบวัตถุระเบิด ทีเอ็นที ดินปืน และฝักแคระเบิดจำนวนมากในที่พักย่านหนองจอก
  • ร่วมกันพกพาอาวุธระเบิดไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร : จากพฤติการณ์การนำเป้บรรจุระเบิดเข้าไปวางในศาลท้าวมหาพรหม
  • ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ : จากความเสียหายที่เกิดขึ้นกับองค์ท้าวมหาพรหมและบริเวณโดยรอบ

ทั้งนี้ มีประเด็นสำคัญที่องค์กรสิทธิมนุษยชนตั้งข้อสังเกตว่า ไม่มีการแจ้งข้อหาก่อการร้าย ที่แม้เหตุการณ์จะถูกมองว่าเป็นวินาศกรรมครั้งใหญ่ แต่ตำรวจไทยระบุว่าจำเลยทั้งสองถูกฟ้องในข้อหาฆาตกรรมแทน เนื่องจากในขณะนั้นรัฐบาลไทยพยายามหลีกเลี่ยงการเชื่อมโยงกับกลุ่มก่อการร้ายสากล โดยระบุว่าเป็นเรื่องของขบวนการค้ามนุษย์

ปมปริศนา อุยกูร์ หรือ ค้ามนุษย์

หลังเกิดเหตุไม่นาน ปริศนาเรื่องแรงจูงใจได้กลายเป็นข้อถกเถียงระดับโลก รัฐบาลไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติในขณะนั้น โดย พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. ได้แถลงอย่างเป็นทางการว่ามูลเหตุเกิดจากการแก้แค้นของขบวนการค้ามนุษย์ที่เสียผลประโยชน์จากการกวาดล้างอย่างหนักของรัฐบาล เนื่องจากทางการไทยได้ดำเนินการสกัดกั้นและทลายขบวนการลักลอบส่งชาวอุยกูร์ไปยังประเทศที่สามอย่างหนักจนเสียผลประโยชน์มหาศาล

แต่ในมุมมองของนักวิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์และสื่อระดับโลกอย่าง The Guardian กลับมองเห็นความเชื่อมโยงที่ลึกซึ้งกว่านั้น โดยพุ่งเป้าไปที่เหตุการณ์ในเดือนกรกฎาคม 2558 หรือเพียง 1 เดือนก่อนเกิดเหตุระเบิด รัฐบาลไทยในยุค คสช. ได้ตัดสินใจส่งตัวชาวอุยกูร์ 109 คนกลับไปยังประเทศจีน ท่ามกลางเสียงคัดค้านและประนามจากองค์กรสิทธิมนุษยชนสากลและรัฐบาลหลายประเทศ การกระทำดังกล่าวถูกมองว่าเป็นชนวนเหตุที่สร้างความโกรธแค้นแก่กลุ่มชาตินิยมอุยกูร์และตุรกี จนนำมาสู่การบุกทำลายสถานกงสุลไทยในกรุงอิสตันบูลและเหตุระเบิดที่ตามมา

และคำถามที่ท้าทายในเชิงสืบสวนอีกข้อคือ ทำไมต้องเป็นศาลท้าวมหาพรหม แซคารี อาบูซา ศาสตราจารย์ประจำวิทยาลัยการสงครามแห่งชาติ จากสหรัฐฯ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองและความมั่นคงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าวว่า คำตอบอาจอยู่ที่สถานะของสถานที่แห่งนี้ที่เป็นแลนด์มาร์กสำคัญที่สุดของนักท่องเที่ยวชาวจีน การโจมตีจุดนี้จึงถูกวิเคราะห์ว่าเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว คือ การลงโทษรัฐบาลไทยที่ส่งชาวอุยกูร์กลับจีนด้วยการทำลายภาพลักษณ์การท่องเที่ยว และการส่งสัญญาณความโกรธแค้นไปยังรัฐบาลจีนผ่านการสังหารพลเมืองและทำลายสัญลักษณ์ที่ขัดต่อแนวคิดทางศาสนาสุดโต่งบางกลุ่ม

ล่าม ศาลทหาร และความยุติธรรมที่ล่าช้า

กระบวนการพิจารณาคดีนี้ถูกจารึกว่าเป็นหนึ่งในการพิจารณาที่กินเวลายาวนานและเต็มไปด้วยอุปสรรคที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย รวมระยะเวลาเกือบ 11 ปี คดีเริ่มต้นขึ้นในศาลทหารกรุงเทพภายใต้อำนาจของ คสช. เนื่องจากเป็นความผิดเกี่ยวกับอาวุธและระเบิด ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความโปร่งใสและสิทธิของจำเลย จนกระทั่งในปี 2562 จึงมีการโอนย้ายคดีมายังศาลยุติธรรมพลเรือน ทำให้ต้องเริ่มต้นสืบพยานกันใหม่ทั้งหมดจากพยานโจทก์กว่า 400 ปาก

The Times of Israel รายงานว่าอุปสรรคที่สำคัญและยากลำบากที่สุดคือวิกฤตล่ามภาษาอุยกูร์ เนื่องจากจำเลยทั้งสองเป็นชาวอุยกูร์และสื่อสารได้เพียงภาษาอุยกูร์ การแปลจึงต้องผ่านระบบลูกโซ่คือจากไทยเป็นอังกฤษ และอังกฤษเป็นอุยกูร์ คดีต้องชะงักลงเมื่อล่ามคนแรกที่เป็นชาวอุซเบกิสถานถูกจับในข้อหายาเสพติด ส่วนล่ามที่ทางการจีนจัดหาให้ก็ถูกจำเลยปฏิเสธเนื่องจากกังวลเรื่องความเป็นกลาง ปัญหาการแปลที่มีความคลาดเคลื่อนกว่าร้อยคำได้กลายเป็นประเด็นที่บั่นทอนประสิทธิภาพของระบบยุติธรรมไทยในการจัดการคดีความมั่นคงระหว่างประเทศที่มีความละเอียดอ่อนสูง

แพะหรือแกะดำ ข้อต่อสู้สุดท้ายของจำเลย

จำเลยทั้ง 2 คน คือ อาเด็ม คาราดัก (หรือ บิลาเติร์ก มูฮัมหมัด) และ ไมไรลี ยูซุฟู พวกเขายืนยันในความบริสุทธิ์และให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา แม้จะเคยรับสารภาพในช่วงแรก ฝ่ายจำเลยได้ยื่นข้อต่อสู้สำคัญว่า เวลาเดินทางเข้าประเทศไม่สอดคล้องกับวันเกิดเหตุ โดยอ้างว่าตนเดินทางถึงประเทศไทยหลังจากเกิดระเบิดไปแล้ว รวมถึงรูปพรรณสัณฐานของจำเลยก็มีความแตกต่างจากชายเสื้อเหลืองที่ปรากฏในกล้องวงจรปิดอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ ประเด็นเรื่องการซ้อมทรมานได้ถูกยกขึ้นมาเป็นแกนกลางของการสู้คดี จำเลยอ้างต่อศาลว่าถูกเจ้าหน้าที่ทหารบีบบังคับให้รับสารภาพด้วยวิธีการที่รุนแรง เช่น การถูกกรอกน้ำทางจมูก และใช้สุนัขข่มขู่ระหว่างการควบคุมตัว สภาพร่างกายของจำเลยที่ทรุดโทรมลงจนต้องนั่งรถเข็นมาศาล และการร้องเรียนเรื่องการไม่ได้รับอาหารฮาลาลตามหลักศาสนา ยิ่งทำให้คดีนี้ได้รับความสนใจจากองค์กรสิทธิมนุษยชนสากล เช่น UN และ ICJ ที่เข้ามาตรวจสอบการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง ตามข้อมูลของ Hard Stories องค์กรพิทักษ์สิทธิมนุษยชน

คำพิพากษา 11 มิถุนายน 2569 วันสิ้นสุดการรอคอย

หลังจากผ่านการสืบพยานมาราธอนนับร้อยปากและพยานเอกสารนับหมื่นหน้า ในเช้าวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ณ ศาลอาญากรุงเทพใต้ บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียดและการเฝ้ารอของครอบครัวผู้เสียชีวิตและสื่อมวลชนจำนวนมาก ศาลได้พิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมดอย่างละเอียด โดยเฉพาะหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และภาพจากกล้องวงจรปิดที่บันทึกเส้นทางของคนร้ายตั้งแต่จุดเริ่มวางระเบิดไปจนถึงที่กบดานในอพาร์ตเมนต์ย่านหนองจอก

ศาลมีคำพิพากษาให้ประหารชีวิตจำเลยทั้ง 2 คน ได้แก่ อาเด็ม คาราดัก และ ไมไรลี ยูซุฟู ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และความผิดฐานก่อระเบิดเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย คำตัดสินนี้ถือเป็นการปิดตำนานคดีวินาศกรรมที่โหดเหี้ยมที่สุดครั้งหนึ่งของไทย แม้จะมีความพยายามโต้แย้งเรื่องหลักฐานและการทรมาน แต่ศาลมองว่าหลักฐานด้าน DNA และภาพจากกล้องวงจรปิดมีความชัดเจนเพียงพอในการยืนยันตัวตนผู้กระทำผิด ในขณะที่จำเลยอีกราย วรรณา สวนสันต์ ได้รับการยกฟ้องไปก่อนหน้านี้เนื่องจากหลักฐานเชื่อมโยงไม่เพียงพอ