เจ้าของร้านตัดผมและ 2 เมีย ถูกฝากขังศาลนนทบุรี คดีร่วมฆ่าหนุ่ม 26 ปี ปมแค้นชู้สาว
เจ้าของร้านตัดผม-2 เมีย ฝากขังศาลนนทบุรี คดีฆ่าหนุ่ม 26 ปี

เจ้าของร้านตัดผมและภรรยาทั้ง 2 ถูกฝากขังศาลนนทบุรี คดีร่วมฆ่าหนุ่ม 26 ปี ปมแค้นชู้สาว

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวผู้ต้องหา 3 ราย ซึ่งประกอบด้วย นายจีราวัฒน์ รัตนาวิมานทิพย อายุ 59 ปี เจ้าของร้านตัดผม พร้อมด้วยภรรยาทั้ง 2 คน คือ น.ส.ณัฐธยาน์ รัตนาวิมานทิพย อายุ 43 ปี ภรรยาคนที่ 1 และ Miss Phonephimonh Sengchanh อายุ 34 ปี ภรรยาคนที่ 2 ส่งฝากขังต่อศาลจังหวัดนนทบุรี ในข้อหา ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน หลังเกิดเหตุฆาตกรรมหนุ่มวัย 26 ปีภายในร้านตัดผมเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา

เหตุการณ์ตึงเครียดที่ สภ.ปากเกร็ด

บรรยากาศภายในสถานีตำรวจภูธรปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ในวันที่ 18 เมษายน 2569 เป็นไปอย่างตึงเครียด เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สอบปากคำผู้ต้องหาทั้งสามรายและรวบรวมพยานหลักฐานเสร็จสิ้นตามขั้นตอน ก่อนจัดกำลังดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวดและควบคุมตัวขึ้นรถควบคุมผู้ต้องขังเพื่อนำส่งศาลจังหวัดนนทบุรี ท่ามกลางสื่อมวลชนจำนวนมากที่ปักหลักรอทำข่าวและพยายามสอบถามถึงแรงจูงใจในการก่อเหตุ

สื่อมวลชนได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับประเด็นความสัมพันธ์เชิงชู้สาว ความแค้นส่วนตัว รวมถึงข้อสงสัยเรื่องการวางแผนล่อผู้เสียชีวิตมาที่ร้านก่อนลงมือก่อเหตุ อย่างไรก็ตาม ผู้ต้องหาทั้ง 3 รายมีสีหน้าเคร่งเครียดและปฏิเสธตอบคำถามสื่อมวลชนตลอดเวลา โดยนายจีราวัฒน์กล่าวสั้นๆ เพียงว่า ขอให้การในชั้นศาล ขณะที่ น.ส.ณัฐธยาน์ และภรรยาอีกหนึ่งรายพยายามใช้มือปิดบังใบหน้า ไม่ให้สัมภาษณ์ใดๆ ก่อนถูกควบคุมตัวขึ้นรถเรือนจำและนำส่งศาลเพื่อดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

รายละเอียดคดีฆาตกรรมหนุ่มวัย 26 ปี

จากกรณีที่ นายฐิติ กอบทรัพย์เจริญ อายุ 26 ปี ถูกนายจีราวัฒน์ใช้สากทุบหัวเสียชีวิตภายในร้านตัดผมเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 ตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหาทั้งสามรายในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่น โดยคาดว่ามีแรงจูงใจจากปมแค้นชู้สาวหรือความขัดแย้งส่วนตัว การสอบสวนยังคงดำเนินต่อไปเพื่อหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมและพยานหลักฐานสนับสนุน

กระบวนการยุติธรรมจะดำเนินการต่อในชั้นศาล โดยผู้ต้องหาทั้งสามรายถูกฝากขังเพื่อรอการพิจารณาคดีต่อไป สาธารณชนและสื่อมวลชนยังคงจับตาดูพัฒนาการของคดีนี้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นเหตุการณ์รุนแรงที่สะท้อนถึงปัญหาความขัดแย้งในสังคมและอาชญากรรมที่อาจมีแรงจูงใจซับซ้อน