เกิดเหตุสลดขึ้นอีกครั้งเมื่อชาวบ้านในย่านพระโขนงพบศพทารกแรกเกิดถูกทิ้งในถังขยะ สร้างความสะเทือนขวัญให้กับผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยกู้ภัยเร่งเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุทันทีที่ได้รับแจ้งเหตุ
รายละเอียดเหตุการณ์
เมื่อเวลาประมาณ 08.00 น. ของวันที่ 24 มิถุนายน 2567 ชาวบ้านที่มาเดินออกกำลังกายบริเวณซอยสุขุมวิท 50 ได้ยินเสียงร้องคล้ายเสียงเด็กอ่อนดังมาจากถังขยะ ก่อนจะเข้าไปตรวจสอบและพบร่างของทารกเพศหญิงถูกห่อด้วยผ้าขนหนูวางอยู่ในถังขยะ จึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที
เจ้าหน้าที่กู้ภัยและตำรวจ สน.พระโขนง ลงพื้นที่ตรวจสอบ พบว่าทารกมีสายสะดือติดอยู่ คาดว่าคลอดมาได้ไม่เกิน 1-2 วัน สภาพศพเริ่มขึ้นอืด เบื้องต้นไม่พบบาดแผลหรือร่องรอยถูกทำร้าย แต่ต้องรอผลการชันสูตรพลิกศพจากสถาบันนิติเวชเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัด
การสอบสวน
พ.ต.อ.สมชาย ใจดี ผู้กำกับการ สน.พระโขนง เปิดเผยว่า จากการสอบสวนในเบื้องต้นยังไม่สามารถระบุตัวแม่ของทารกได้ เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบกล้องวงจรปิดในบริเวณใกล้เคียงเพื่อหาคนร้ายที่นำศพมาทิ้ง และสอบปากคำชาวบ้านที่พักอาศัยในละแวกนั้น
“เราอยู่ระหว่างการสืบสวนเพื่อหาแม่ของเด็ก และสาเหตุที่ทำให้ต้องนำศพมาทิ้งในลักษณะนี้ หากพบผู้กระทำผิดจะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด” ผู้กำกับการ สน.พระโขนง กล่าว
มุมมองทางสังคมและกฎหมาย
เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นปัญหาสังคมหลายด้าน ทั้งเรื่องการตั้งครรภ์ไม่พร้อม การทำแท้งผิดกฎหมาย และการขาดความรู้เรื่องการคุมกำเนิด รวมถึงการขาดระบบสนับสนุนที่เพียงพอสำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่ประสบปัญหา
ทางด้านนักกฎหมายระบุว่า การทิ้งศพทารกในที่สาธารณะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 199 ฐานซ่อนเร้นหรือย้ายศพเพื่อปิดบังการเกิดหรือการตาย มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากพบว่ามีการทำแท้งโดยไม่ได้รับอนุญาตก็จะมีความผิดเพิ่มเติมตามพระราชบัญญัติการทำแท้ง พ.ศ. 2499
การช่วยเหลือและการป้องกัน
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ออกมาเรียกร้องให้หญิงตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อมขอรับคำปรึกษาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สายด่วน 1300 ซึ่งให้คำปรึกษาอย่างเป็นความลับ และมีโครงการรับอุปการะเด็กที่ถูกทอดทิ้ง
นอกจากนี้ ยังมีโครงการบ้านพักฉุกเฉินสำหรับแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ต้องการความช่วยเหลือ โดยสามารถติดต่อได้ที่ศูนย์ช่วยเหลือสังคม สายด่วน 1300 ตลอด 24 ชั่วโมง
เหตุการณ์นี้ถือเป็นเรื่องน่าเศร้าอีกครั้งที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ซึ่งทุกฝ่ายต้องร่วมกันป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย โดยการให้ความรู้เรื่องเพศศึกษาและการคุมกำเนิดอย่างถูกต้อง รวมถึงการสร้างระบบสนับสนุนที่เข้มแข็งสำหรับผู้ที่ตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก



