ACSC เผยคดีออนไลน์พุ่ง 6,500 คดีในสัปดาห์ เสียหายกว่า 373 ล้าน
ACSC เผยคดีออนไลน์พุ่ง 6,500 คดี เสียหาย 373 ล้าน

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) เปิดเผยสถิติคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีประจำสัปดาห์ระหว่างวันที่ 19-25 เมษายน 2569 ว่ามีคดีที่รับแจ้งผ่านระบบ Thaipoliceonline ทั้งสิ้น 6,502 คดี มูลค่าความเสียหายรวม 373,663,908 บาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าถึง 1,505 คดี และมูลค่าความเสียหายเพิ่มขึ้น 104,742,918 บาท คิดเป็นร้อยละ 30 สะท้อนให้เห็นว่าแนวโน้มภัยออนไลน์ยังคงรุนแรงและต่อเนื่อง

ประเภทคดีที่พบมากที่สุด

การวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า การหลอกลวงด้านสินค้าและบริการยังคงครองอันดับหนึ่งต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่ารูปแบบอาชญากรรมในปัจจุบันเป็นการกระจายตัว ไม่ได้เกิดจากคดีใหญ่เพียงคดีเดียวที่ทำให้มูลค่าความเสียหายพุ่งสูง ขณะที่การหลอกลวงด้านการจ้างงานขึ้นมาเป็นอันดับสอง โดยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นและสร้างความเสียหายสูงในลำดับต้นๆ

ที่น่ากังวลที่สุดคือการหลอกลวงด้านการเงินและการลงทุน ซึ่งแม้จะมีจำนวนคดีไม่มากแต่สร้างความเสียหายสูง ถือเป็นกลุ่มที่เหยื่อรายน้อยแต่เจ็บหนัก

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

กลุ่มผู้เสียหาย

จากสถิติพบว่าผู้หญิงตกเป็นเหยื่อมากกว่าผู้ชาย และกลุ่มอายุ 21-30 ปีเป็นกลุ่มที่ถูกหลอกลวงมากที่สุด โดยคดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการมีผู้เสียหายสูงสุดในกลุ่มอายุ 21-30 ปี ส่วนคดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษกลับพบว่ากลุ่มอายุ 21-30 ปี และ 31-40 ปี ตกเป็นเหยื่อในสัดส่วนเท่ากัน ขณะที่คดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอื่นๆ พบมากในกลุ่มอายุ 31-40 ปี

การช่วยเหลือเหยื่อ

ACSC ได้ประสานงานกับธนาคารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจนนำไปสู่การจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ 10 กรณี มีผู้ต้องหา 14 คน ประกอบด้วยชาวไทย 10 คน ชาวต่างชาติ 4 คน (สัญชาติเมียนมา 3 คน และรัสเซีย 1 คน) พร้อมตรวจยึดเงินสดกว่า 2 ล้านบาท

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

นอกจากนี้ยังสามารถช่วยเหลือเหยื่อได้ทันท่วงทีรวม 34 คน ระงับการโอนเงินก่อนตกถึงมือมิจฉาชีพคิดเป็นมูลค่ากว่า 4.5 ล้านบาท โดยมีกรณีที่น่าสนใจดังนี้

  • กรณีที่ 1: หญิงวัย 60 ปี ถูกหลอกลงทุนผ่านกลุ่มไลน์ เสียหายสะสมกว่า 5 ล้านบาท และกำลังจะโอนเพิ่มอีก 5 แสนบาท เจ้าหน้าที่เข้าชี้แจงให้หยุดโอนและรวบรวมหลักฐานแจ้งความ
  • กรณีที่ 2: ชายในจังหวัดเชียงใหม่ ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ปลอมเป็นตำรวจ หลอกโอนเงินและมอบเงินสดรวมกว่า 2.2 ล้านบาท โดยผู้เสียหายไม่รู้ว่าถูกหลอกจนกระทั่งเจ้าหน้าที่เข้าชี้แจง
  • กรณีที่ 3: หญิงอายุ 69 ปี ถูกหลอกโอนเงินมัดจำที่ดิน เสียหาย 1.8 ล้านบาท และกำลังจะโอนเพิ่มอีก 6 ล้านบาท ก่อนถูกระงับได้ทัน
  • กรณีที่ 4: หญิงอายุ 55 ปี ถูกมิจฉาชีพปลอมเป็นพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์หลอกขายนมผง แล้วล่อลวงให้ลงทุนผ่านแอปพลิเคชันไลน์ เสียหายรวมกว่า 1.5 ล้านบาท

คำแนะนำจาก ACSC

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์แนะนำให้ประชาชนตรวจสอบก่อนลงทุนทุกครั้ง โดยใช้แอป SEC Check First ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยสังเกตว่าชื่อบริษัทต้องอยู่ในระบบ สถานะได้รับอนุญาต มีเลขที่ใบอนุญาตชัดเจน มีที่อยู่และข้อมูลติดต่อที่ตรวจสอบได้ และรายชื่อผู้แนะนำการลงทุนหรือผู้บริหารต้องปรากฏในระบบ

นอกจากนี้ควรตรวจสอบบัญชีก่อนโอนเงินทุกครั้ง โดยชื่อบัญชีที่รับโอนต้องตรงกับชื่อบริษัทที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น หากให้โอนไปยังบัญชีบุคคลธรรมดาหรือเปลี่ยนบัญชีนิติบุคคลบ่อยครั้ง แสดงว่าเป็นมิจฉาชีพ 100%

สุดท้ายให้ระวังแอปพลิเคชันปลอมที่เลียนแบบชื่อ โลโก้ และรูปแบบแอปทางการ แม้ดาวน์โหลดจาก App Store หรือ Google Play ก็อาจไม่ปลอดภัยเสมอไป อย่าหลงเชื่อข้อเสนอผลตอบแทนสูงผิดปกติหรือการเร่งรัดให้ตัดสินใจ เพราะการตรวจสอบเพียงไม่กี่นาทีอาจช่วยป้องกันความเสียหายทางการเงินจำนวนมาก