สาวรายหนึ่งร้องเรียนผ่านสื่อถูกแฟนเก่าซึ่งเป็นหมอตำรวจทำร้ายร่างกายหลายครั้ง โดยล่าสุดเกิดเหตุที่บ้านพักของฝ่ายชาย จนต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล หวั่นเป็นภัยสังคม ด้านตำรวจเตรียมสอบข้อเท็จจริง
สาวร้องถูกแฟนเก่าหมอตำรวจทำร้าย
เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2567 นางสาวเอ (นามสมมติ) อายุ 28 ปี ร้องเรียนผ่านสื่อว่าถูกนายบี (นามสมมติ) ซึ่งเป็นแฟนเก่าและเป็นหมอตำรวจ ทำร้ายร่างกายหลายครั้ง โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา เกิดเหตุที่บ้านพักของฝ่ายชายในเขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ทำให้เธอได้รับบาดเจ็บที่ใบหน้าและตามร่างกาย ต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล
รายละเอียดเหตุการณ์
นางสาวเอเล่าว่า เริ่มคบหากับนายบีเมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว ระหว่างคบหากัน นายบีมักมีพฤติกรรมหึงหวงและควบคุมเธออย่างหนัก รวมถึงเคยทำร้ายร่างกายเธอหลายครั้ง แต่เธอไม่กล้าแจ้งความเพราะเกรงกลัวฐานะของฝ่ายชายที่เป็นหมอตำรวจ จนกระทั่งล่าสุดเกิดเหตุรุนแรงขึ้นอีกครั้ง เธอจึงตัดสินใจออกมาเปิดเผยเรื่องราว
นางสาวเอ กล่าวว่า “เขาทำร้ายฉันหลายครั้งมาก ครั้งนี้หนักที่สุด เขาต่อยที่หน้าฉันหลายครั้งจนปากแตก และต่อยที่ซี่โครง ฉันกลัวว่าถ้าไม่พูดออกมา เขาจะทำร้ายคนอื่นอีก”
ปฏิกิริยาจากตำรวจ
ด้านพลตำรวจตรี กริชชัย เอกอุดม รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยว่า ได้รับรายงานเรื่องดังกล่าวแล้ว และสั่งการให้ตำรวจสอบสวนกลางดำเนินการสอบข้อเท็จจริง พร้อมทั้งให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย โดยจะมีการเรียกทั้งผู้เสียหายและผู้ถูกกล่าวหามาสอบปากคำในเร็วๆ นี้
พลตำรวจตรี กริชชัย กล่าวว่า “เราจะดำเนินการอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม หากพบว่ามีการกระทำผิดจริง จะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด ไม่มีการละเว้น”
ผลกระทบทางกฎหมาย
นายบีอาจถูกดำเนินคดีในข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากการทำร้ายร่างกายก่อให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้อื่น
นอกจากนี้ หากพบว่านายบีใช้ตำแหน่งหน้าที่ในทางมิชอบ อาจถูกดำเนินคดีเพิ่มเติมในข้อหาประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งมีโทษหนักขึ้น
ข้อแนะนำสำหรับผู้ถูกกระทำความรุนแรง
กรณีที่ถูกกระทำความรุนแรง ควรดำเนินการดังนี้
- บันทึกภาพร่องรอยบาดแผลและหลักฐานต่างๆ
- เข้ารับการตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลเพื่อเก็บหลักฐานทางการแพทย์
- แจ้งความที่สถานีตำรวจในท้องที่เกิดเหตุ
- ขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น มูลนิธิหรือองค์กรช่วยเหลือผู้หญิง
ทั้งนี้ ตำรวจฝากเตือนว่า ไม่ควรนิ่งนอนใจหากถูกกระทำความรุนแรง ควรแจ้งความดำเนินคดีเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำอีก



