ทีมปราบกักตุนน้ำมันลุยตรวจ 4 จังหวัด พบ 3 ปมพิรุธ รอขายเก็งกำไร
วันนี้ (8 เมษายน 2569) ที่กระทรวงยุติธรรม พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นายสมชาย รัตนสุภา ผู้อำนวยการกองตรวจสอบและปฏิบัติการ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ และ นายวุฒิทัต ตันติเวสส รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน ร่วมกันแถลงผลการปฏิบัติการสืบสวนสอบสวนคดีการกักตุนน้ำมัน หลังเปิดปฏิบัติการตรวจสอบพื้นที่เป้าหมาย 4 จุดในจังหวัดสมุทรสาคร ระยอง ปทุมธานี และพระนครศรีอยุธยา
พบ 3 ปมพิรุธหลักจากการตรวจสอบ
จากการตรวจสอบ พล.ต.ท.รุทธพล ระบุว่า ทุกจุดพบการกระทำความผิดและข้อสงสัย จึงจะมีการขยายผลต่อไป โดยมอบหมายให้ทุกฝ่ายยื่นเอกสารชี้แจงเพิ่มเติม มาตรการที่เน้นจากนี้ประกอบด้วย:
- การกวดขันการประวิงเวลาการขนส่งน้ำมันทางทะเลจากโรงกลั่นในพื้นที่กรุงเทพมหานคร แหลมฉบัง และมาบตาพุด ไปยังคลังน้ำมันขนาดใหญ่ริมทะเลในจังหวัดสมุทรปราการ สมุทรสาคร เพชรบุรี ชุมพร สุราษฎร์ธานี และสงขลา
- เพิ่มความเข้มงวดในการประวิงหรือปฏิเสธจำหน่ายน้ำมันจากคลังน้ำมันขนาดใหญ่ไปยังปั๊มหรือลูกค้าปลายทาง
- เพิ่มความเข้มงวดในการขนส่งน้ำมันออกนอกเส้นทางเพื่อทำการกักตุน
พล.ต.อ.สำราญ เปิดเผยว่า ได้กำหนดเหตุการณ์ 3 เหตุการณ์ (Scenario) จากการตรวจสอบ:
- เหตุการณ์ที่ 1: พบรถรับน้ำมันจากคลังแต่ไม่นำส่งปั๊มน้ำมัน จำนวน 11,067 คัน จากการตรวจสอบระบบ GPS โดยพบกรณีชัดเจนในจังหวัดอุดรธานีที่มีรถ 10 คัน บรรทุกรถละ 40,000 ลิตร ซึ่งปั๊มแจ้งว่าน้ำมันหมด แต่พบรถ 2 คันไปส่งน้ำมันที่จังหวัดขอนแก่นและถ่ายให้รถเล็ก
- เหตุการณ์ที่ 2: ตรวจสอบคลังน้ำมัน 92 คลัง พบการใช้ไฟฟ้าสูงผิดปกติในช่วงน้ำมันขาดแคลน เช่น ที่จังหวัดปทุมธานี ปกติใช้ไฟ 500 กิโลวัตต์ แต่ในช่วงวันที่ 9-10 มีนาคม 2569 ใช้ไฟสูงถึง 1,300 กิโลวัตต์ และวันที่ 26 มีนาคม 2569 มีการอัดกระแสไฟฟ้าจ่ายน้ำมันสูงถึง 1,600 กิโลวัตต์ สอดคล้องกับปริมาณน้ำมันคงคลังประมาณ 20 ล้านลิตร
- เหตุการณ์ที่ 3: พบปั๊มน้ำมันปิดให้บริการโดยอ้างน้ำมันไม่พอ แต่รถบรรทุกน้ำมันยังวิ่งส่งน้ำมันอยู่ เช่น ในจังหวัดสมุทรสาคร ที่รถเปลี่ยนเส้นทางไม่ส่งน้ำมันให้ปั๊มเดิม
พบการกระทำความผิดหลายฐานกฎหมาย
นายวุฒิทัต ระบุว่า ในจังหวัดระยอง พบคลังน้ำมันที่เคยจดทะเบียนเป็นปั๊มและยกเลิกไป แต่กลับจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงทดแทนอุตสาหกรรมโดยไม่จดทะเบียนเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 พระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับ 10,000-500,000 บาท รวมถึงมีการรับจ้างขนส่งแต่ไม่จดทะเบียนตามมาตรา 12 มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท
สำหรับจังหวัดสมุทรสาคร พบโรงกลั่นน้ำมันขนาดเล็กที่มีสถานีบริการน้ำมันภายในโดยไม่ขออนุญาตตามพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิงฯ ซึ่งเข้าข่ายเป็นสถานีให้บริการประเภท ค. และมีการเก็บน้ำมันดีเซลในแทงค์ที่แจ้งว่าเก็บน้ำมันดิบ โดยไม่แจ้งเหตุเปลี่ยนแปลง มีโทษจำคุก 1-2 ปี หรือปรับ 100,000-200,000 บาท
เตรียมเสนอเป็นคดีพิเศษ
พ.ต.ต.ยุทธนา กล่าวว่า พฤติกรรมทั้งหมดอาจเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยสินค้าและบริการฯ โดยเฉพาะการจงใจทำให้ราคาสูงเกินสมควรจากการกักตุนรอขายเก็งกำไร เจ้าหน้าที่จะนำเสนอเข้าบอร์ดคณะกรรมการคดีพิเศษในวันที่ 9 มีนาคม 2569 เพื่อพิจารณาสอบสวนเป็นคดีพิเศษ โดยเน้นพฤติกรรมที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนจากการไม่มีน้ำมันใช้
นายสมชาย กล่าวเสริมว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยสินค้าและบริการฯ ครอบคลุมกรณีการประวิงเวลาไม่จำหน่ายสินค้าควบคุม ซึ่งกรมการค้าภายในจะนำพยานหลักฐานทั้งหมดไปตรวจสอบต่อเนื่อง



