เลขาธิการ กกต. จวกพรรคการเมืองโยนบาป เห็นกติกาไม่เป็นธรรมกลับไม่แก้จุดบกพร่อง
เลขาธิการ กกต. จวกพรรคการเมืองโยนบาป ไม่แก้จุดบกพร่อง

29 เม.ย. 2569 เวลา 09.00 น. ที่โรงแรมทีเค. พาเลซ นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวตอนหนึ่งในระหว่างเป็นประธานพิธีเปิดการอบรมทบทวนวิทยากรหลักสูตรพรรคการเมืองคุณภาพประจำปี 2569 รุ่นที่ 2 ภาคกลางและภาคใต้ ว่า เรามาถึงทุกวันนี้ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองจะครบ 100 ปี ความคาดหวังการเมืองของไทยน่าจะดีขึ้น แต่ทุกวันนี้ก็ยังไม่ไปไหน ต้องยอมรับว่า การเมืองไทยมีปัญหา กระทบกับชีวิตประจำวัน เพราะประเทศไทยใช้การเมืองนำทุกเรื่อง คนชนะกินรวบ ซึ่งมีปัญหาพอสมควร จากนี้ไปสำนักงาน กกต. วิทยากร และพรรคการเมืองจะทำงานร่วมกันเพิ่มเติมจากสิ่งที่ทำอยู่ ซึ่งยังไม่ประสบความสำเร็จ ในการที่จะปลูกฝังหรือให้ความรู้เรื่องระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อให้คนที่มีความเห็นต่างกันสามารถอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

ซัดกฎหมายเปลี่ยน แต่คนไม่เปลี่ยน

เลขาธิการ กกต. กล่าวอีกว่า เรามีกฎหมายที่คิดว่าดีอยู่ 3 ฉบับ คือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บางคนก็บอกว่าเป็นฉบับประชาธิปไตยหรือฉบับปราบโกงอะไรก็แล้วแต่ ใช้มา 20 ปี ตั้งแต่ 2540 หรือเกือบ 30 ปี เราใช้รัฐธรรมนูญมา 3 ฉบับคนก็คาดหวังว่ากฎหมายจะเปลี่ยนพฤติกรรมคนได้แต่กลับไม่เปลี่ยน ไม่ได้ไปไหนเลย การเมืองเราจะแก้ไขกฎหมายจากไก่ให้เป็นนก จะเขียนกฎหมายให้กลายเป็นนกหรืออะไรก็แล้วแต่ ไม่สามารถเปลี่ยนได้ เพราะผู้เล่นหรือผู้เลือกยังคือคนกลุ่มเดียวกันเป็นคนกลุ่มเดิม ยุบพรรค มีรัฐธรรมนูญใหม่ก็จะมีคนกลุ่มเดิมไปตั้งพรรค คนกลุ่มเดิมไม่ได้ไปไหน ขณะที่ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจะแก้ไขกฎหมายอย่างไรก็ยังคงเป็นผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งมี 52 ล้านคน กลุ่มเดิม ชุดความรู้ความคิดเหมือนเดิมไปเลือกตั้งเหมือนเดิม ไม่เห็นจะเปลี่ยนประเทศไปได้ สิ่งที่จะเปลี่ยนได้คือชุดความรู้ที่พวกเรากำลังจะนำไปบอกต่อ ไม่ได้บอกว่าจะไปสั่งสอน แต่เป็นการไปแลกเปลี่ยนกับชาวบ้านว่าสังคมจะดีได้ด้วยตัวเราเอง เพราะระบอบประชาธิปไตยไม่ได้ดีด้วยระบบราชการหรือด้วยใคร แต่ดีด้วยประชาชน

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ซื้อสิทธิ์ขายเสียง ทำกันเอง

ระบบการเลือกตั้งของเราออกแบบมาแข็งแรงมาก ไม่มีใครจะแทรกแซงได้ไม่ว่าจะเป็น กกต. 7 คน หรือเลขา กกต. หรือผู้ยิ่งใหญ่จากบ้านใหญ่ที่ไหน แต่ถ้าเป็นการซื้อสิทธิ์ขายเสียงเป็นเรื่องที่เพิ่มขึ้นมานอกกรอบ เป็นเรื่องของผู้มีสิทธิ์กับประชาชน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้หากเรานำไปทำให้เห็นว่าผู้ที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศคือประชาชน ท่านเป็นคนทำร่วมกันเมื่อเวลาเลือกตั้ง ไม่ได้เกี่ยวกับ กกต. เลย ที่มีหน้าที่รายงานผล หากทำผิดก็ไปดำเนินการตามกฎหมาย กกต. เห็นรู้เท่าประชาชนในวันเลือกตั้งไม่ได้เห็นมากกว่า

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

แนะเห็นช่องโหว่ ควรแก้กฎหมาย

นายแสวง กล่าว ที่ผ่านมา พรรคการเมืองไทยเกิดขึ้นโดยเน้นมิติด้านความมั่นคงมากกว่ามิติด้านเสรีภาพ ทำให้บางทีพรรคการเมืองถูกยุบ เวลาเกือบร้อยปี เป็นเวลาพรรคการเมืองไม่ถึงครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งเป็นเวลาของการรัฐประหาร เมื่อมีการรัฐประหารก็ทำให้พรรคการเมืองขยับตัวได้ยาก การตั้งพรรคก็เป็นไปด้วยความยาก และในระหว่างการดำเนินกิจการก็มีกฎเกณฑ์มากมาย ตนเป็นนายทะเบียนพรรคการเมืองทราบดีว่าขาข้างหนึ่งท่านถูกถ่วงไว้ อีกข้างหนึ่งท่านจะพัฒนาก็ลำบาก แม้จะเห็นใจแต่เป็นเรื่องของกฎหมาย ซึ่งคนที่จะแก้ไขกฎหมายได้คือพรรคการเมือง หากเห็นว่าไม่ดีก็ไปแก้ไขให้ดีขึ้น

ซัดพรรคการเมือง ไม่สนใจกฎหมาย

จากที่ทำงานกับพรรคการเมืองมามองว่า พรรคการเมืองไม่ได้สนใจกฎหมายพรรคเท่าไหร่ ถ้าสนใจกฎหมายพรรคน่าจะดีกว่านี้เพราะมันคือบ้านของพรรคการเมืองเองซึ่งการแก้ไขพรรคการเมืองเป็นหน้าที่ของสภาหรือสส. แต่เมื่อมีอำนาจก็ไม่เห็นจะมามองแก้กฎหมายพรรค ให้สามารถดำเนินกิจการได้อย่างดีขึ้นหรือร่างกฎเกณฑ์ในการแข่งขันที่เป็นธรรมโดยบางอย่างท่านได้รับผลจากการกระทำก็ส่วนหนึ่ง ได้รับผลจากกฎหมายในการแข่งขันก็ส่วนหนึ่ง แต่เวลาแพ้ก็ลงมาที่กรรมการทุกครั้ง ทั้งที่กรรมการมีหน้าที่ทำตามกฎหมาย ถ้ากฎหมายยังไม่แก้เราก็ต้องตัดสินแบบนั้นทุกครั้ง การตัดสินและดุลพินิจทุกครั้ง แม้ว่าสังคมจะไม่เห็นด้วยหรือตำหนิหรือวิจารณ์อย่างไรหากย้อนเวลาให้ไปแก้เราก็จะมีมติอย่างนั้นเพราะเราใช้กฎหมายกับข้อเท็จจริงในการวินิจฉัยปัญหา จึงขอฝากประเทศชาติไว้กับทุกคนและพรรคการเมืองและวิทยากรพรรคการเมืองที่จะนำความรู้ไปเผยแพร่ พัฒนาการเมืองของประเทศไทยให้มีความเจริญมั่นคงยิ่งขึ้นไป

อยากให้สส.แก้ไขกฎหมาย

ต่อมา นายแสวง ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติม ถึงการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้พรรคการเมืองดำเนินกิจการทางการเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรมในการเลือกตั้ง ว่า กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองหลักๆมีอยู่ 2 ฉบับ คือกฎหมายว่าด้วยพรรคการเมือง และกฎหมายการเลือกตั้ง ซึ่งที่ผ่านมาสำนักงานกกต.เคยพยายามเสนอการแก้ไขกฎหมาย เพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมระหว่างพรรคการเมือง เพราะในการแข่งขันก็ถูกจับตามองจากสังคม ว่าคนคุมกติกาไม่เป็นธรรม กกต.ก็ถูกตรวจสอบ ดังนั้นกติกาต้องเป็นธรรม ถ้าเห็นว่าอะไรที่ไม่เป็นธรรม ก็อยากให้สส.แก้ไขเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม แต่ที่ผ่านมาไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภา ดังนั้นการแก้ไขกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ กรณีดังกล่าวตนอยากให้สส. และพรรคการเมือง ในฐานะผู้ใช้กฎหมายและรู้ข้อบกพร่อง สามารถที่จะแก้ไขกฎหมายเพื่อให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ควรจะเสนอแก้กฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินกิจการของพรรคการเมือง และการเลือกตั้ง ไม่ใช่พอมีการเลือกตั้งแต่ละครั้งก็มาโทษกกต.ในฐานะกรรมการว่าทำหน้าที่ไม่เป็นกลาง

ผมพูดเฉพาะในส่วนของการเลือกตั้ง ซึ่งประชาชนเป็นคนเลือกตั้งเป็น เป็นส่วนที่ประชาชนทำร่วมกันมา โดยมีผู้มีสิทธิ์ออกเสียง 52 ล้านคน มีกปน. 1.6 ล้านคน และส่วนที่เหลือเป็นสื่อมวลชนและผู้สังเกตการณ์ทำหน้าที่ตรวจสอบกันและกัน ในส่วนกกต.เป็นเพียงแค่ผู้รายงานผลการเลือกตั้งให้สาธารณชนทราบ

อย่างไรก็ตาม นายแสวง ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นถึงในกรณีที่สส.มุ่งเน้นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมากกว่าการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายพรรคการเมืองและกฎหมายการเลือกตั้ง

เตรียมทดลองใช้ i-Vote

ส่วนกรณีที่มีการเรียกร้องให้มีการนำ i-Vote หรือการลงคะแนนเลือกตั้งผ่านด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ มาใช้ เลขาธิการ กกต. กล่าวว่า เป็นแนวคิดที่กกต. พยายามจะเสนอใช้ในการเลือกตั้งทั่วประเทศ แต่ก็ยังไม่ผ่านการเห็นชอบจากรัฐสภา โดยเฉพาะกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสส. อย่างไรก็ตาม กกต.อาจจะนำระบบไอโหวต มาทดลองใช้ในการเลือกตั้งท้องถิ่นไปก่อน เพราะสามารถทำได้เลยโดยที่ไม่ต้องมีการแก้ไขกฎหมาย