นายธนู รุ่งโรจน์เรืองฉาย ทนายความ ได้ยื่นฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต่อศาลปกครองกลาง เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 โดยขอให้จัดการเลือกตั้งใหม่ เนื่องจากมีข้อกังวลเกี่ยวกับบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งที่อาจทำให้สามารถสืบย้อนกลับไปหาผู้ลงคะแนนได้ ซึ่งส่งผลให้การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา สูญเสียความเป็นความลับในการลงคะแนนไป
รายละเอียดการฟ้องร้องและประเด็นหลัก
นายธนูได้เผยแพร่ภาพและข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวของเขา โดยระบุว่าได้ยื่นฟ้องผ่านระบบ e-Filing ของศาลปกครองกลาง ซึ่งศาลได้ออกหมายเลขคดีดำที่ 304/2569 แล้ว คำขอท้ายฟ้องประกอบด้วย 4 ประเด็นหลัก ดังนี้
- ขอให้จัดการเลือกตั้งใหม่ โดยพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่ไม่สามารถติดตามย้อนกลับได้ และให้เผาทำลายบัตรเดิมทั้งหมด เพื่อป้องกันการละเมิดความลับในการลงคะแนน
- ขอให้ศาลพิจารณาเป็นคดีเร่งด่วน เนื่องจากกรณีนี้กระทบต่อประโยชน์สาธารณะอย่างร้ายแรง และอาจส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้ง
- ขอให้ระงับการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งไว้ก่อน จนกว่าคดีจะได้รับการตัดสิน เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งหรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น
- ขอให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวโดยด่วน เพราะหากประกาศรับรองผลการเลือกตั้งแล้ว อาจเกิดความเสียหายที่ยากแก่การเยียวยา และส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางการเมือง
ภูมิหลังและข้อกังวลเกี่ยวกับบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง
กรณีนี้เกิดขึ้นหลังจากที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าบัตรเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 มีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดที่อาจทำให้สามารถติดตามได้ว่าบัตรใบไหนถูกใช้โดยผู้ลงคะแนนคนใด ซึ่งขัดกับหลักการความลับในการเลือกตั้งที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ นายธนูและผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายเห็นว่า การมีบาร์โค้ดดังกล่าวอาจเข้าข่ายผิดรัฐธรรมนูญ และทำให้กระบวนการเลือกตั้งขาดความเป็นกลาง
นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า กกต. ได้อธิบายก่อนหน้านี้ว่าบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งมีไว้เพื่อป้องกันการปลอมแปลงและบัตรเขย่ง แต่ก็ยังไม่สามารถคลายความกังวลเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวของผู้ลงคะแนนได้เต็มที่ ปัจจุบัน คดีนี้อยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาของศาลปกครองกลาง และคาดว่าจะมีการติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิดจากสาธารณชนและสื่อมวลชน
กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของความโปร่งใสและความลับในการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของระบอบประชาธิปไตย และอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบการเมืองไทยในอนาคต