ศาล รธน. มีมติ 8:1 รับคำร้อง 'พิธา' ถือหุ้นไอทีวี ปมสิ้นสุด ส.ส.
ศาล รธน. มติ 8:1 รับคำร้อง 'พิธา' ถือหุ้นไอทีวี

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 8 ต่อ 1 เสียง รับคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ขอให้วินิจฉัยว่านายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) แบบบัญชีรายชื่อ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคก้าวไกล มีการกระทำอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98 (3) หรือไม่ กรณีถือครองหุ้นบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ขณะสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562

รายละเอียดคำร้องและมติศาล

ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้รับคำร้องไว้พิจารณา โดยมีมติ 8 ต่อ 1 เสียง เห็นว่าคำร้องของ กกต. มีหลักฐานเพียงพอที่ศาลจะรับไว้พิจารณา หลังจากที่ประชุมใหญ่ของศาลได้พิจารณาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องแล้ว โดยเฉพาะรายงานการประชุมคณะกรรมการ กกต. ที่มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2566

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ถูกกล่าวหาว่าขณะสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 ยังคงถือหุ้นในบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) จำนวน 42,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 0.0035% ของทุนจดทะเบียน ซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 98 (3) ที่บัญญัติห้ามมิให้ผู้สมัคร ส.ส. เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในบริษัทที่รับสัมปทานจากรัฐ หรือเป็นคู่สัญญากับรัฐในกิจการที่ผูกขาด

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

กำหนดการชี้แจงของนายพิธา

ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำสั่งให้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำร้อง โดยนายพิธาจะต้องชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการถือหุ้นไอทีวี และเหตุผลที่เชื่อว่าไม่ได้กระทำผิดตามที่ถูกกล่าวหา นอกจากนี้ ศาลยังมีคำสั่งให้นายกรัฐมนตรี (พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา) ในฐานะผู้รับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งคณะกรรมการ กกต. ส่งคำชี้แจงเกี่ยวกับการดำเนินการของ กกต. ในกรณีนี้ด้วย

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ทั้งนี้ หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่านายพิธากระทำผิดจริง จะส่งผลให้สมาชิกภาพ ส.ส. ของนายพิธาสิ้นสุดลงนับตั้งแต่วันที่สมัครรับเลือกตั้ง (24 มีนาคม 2562) และอาจมีผลย้อนหลังไปถึงการเลือกตั้งที่ผ่านมา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสถานะของพรรคก้าวไกลและรัฐบาลในอนาคต

ปฏิกิริยาจากฝ่ายการเมือง

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนหลังทราบมติศาล โดยกล่าวว่า "ผมพร้อมที่จะชี้แจงข้อเท็จจริงต่อศาลรัฐธรรมนูญอย่างเต็มที่ และเชื่อว่าศาลจะพิจารณาคดีนี้ด้วยความยุติธรรม โดยข้อเท็จจริงคือผมได้ขายหุ้นไอทีวีไปก่อนที่จะสมัครรับเลือกตั้งแล้ว แต่ปรากฏว่ามีความคลาดเคลื่อนในเอกสารของบริษัท ซึ่งผมพร้อมจะนำหลักฐานมายืนยัน"

ด้านนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า "คดีนี้เป็นเรื่องที่ต้องให้ศาลวินิจฉัยตามหลักกฎหมาย ไม่ควรมีการคาดเดาหรือกดดันศาล และขอให้ทุกฝ่ายเคารพกระบวนการยุติธรรม"

ขณะที่พรรคก้าวไกลออกแถลงการณ์ว่า "พรรคฯ จะให้การสนับสนุนนายพิธาอย่างเต็มที่ในการต่อสู้คดีนี้ และเชื่อว่าข้อเท็จจริงจะปรากฏชัดเจนว่านายพิธาไม่ได้กระทำผิดตามที่ถูกกล่าวหา"

ผลกระทบทางการเมือง

คดีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเมืองไทย เนื่องจากนายพิธาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคก้าวไกล ซึ่งเป็นพรรคที่ได้รับคะแนนเสียงมากเป็นอันดับสองในการเลือกตั้ง 2566 และเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคเพื่อไทยและพรรคอื่นๆ หากศาลวินิจฉัยว่านายพิธาสิ้นสุดสมาชิกภาพ ส.ส. จะส่งผลให้พรรคก้าวไกลต้องหาผู้สมัครใหม่แทนตำแหน่ง ส.ส. บัญชีรายชื่อ และอาจกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลผสม

นอกจากนี้ คดียังอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและต่างชาติต่อระบบการเมืองไทย เนื่องจากถูกมองว่าเป็นกระบวนการทางการเมืองที่อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการจัดการฝ่ายตรงข้าม

ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญมีกำหนดนัดพิจารณาคดีครั้งต่อไปในวันที่ 22 สิงหาคม 2566 โดยจะพิจารณาคำชี้แจงของนายพิธาและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ก่อนจะมีคำวินิจฉัยต่อไป