สภาผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียม ฉบับประวัติศาสตร์ สู่การจดทะเบียนสมรส LGBTQ+
สภาผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียม ฉบับประวัติศาสตร์

สภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติสมรสเท่าเทียม ผ่านวาระ 3 ด้วยคะแนน 400 ต่อ 10 เสียง เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2568 นับเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่ผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียมอย่างสมบูรณ์

รายละเอียดร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียม

ร่าง พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม มีสาระสำคัญในการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เปลี่ยนคำว่า "ชาย" และ "หญิง" เป็น "บุคคล" และเปลี่ยนคำว่า "สามี" และ "ภริยา" เป็น "คู่สมรส" เพื่อให้ครอบคลุมถึงคู่รักทุกเพศ โดยมีผลให้คู่รัก LGBTQ+ สามารถจดทะเบียนสมรสได้ตามกฎหมาย มีสิทธิและหน้าที่เช่นเดียวกับคู่สมรสทั่วไป อาทิ การจัดการทรัพย์สินร่วมกัน สิทธิในการรับบุตรบุญธรรม สิทธิในการรับมรดก และสิทธิในการรักษาพยาบาล

การสนับสนุนจากพรรคการเมือง

นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ร่างกฎหมายนี้เป็นความสำเร็จของรัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาลที่ผลักดันนโยบายความเท่าเทียมทางเพศมาตั้งแต่ต้น โดยได้รับการสนับสนุนจากทุกพรรคการเมือง ยกเว้นพรรคประชาธิปไตยใหม่ที่ลงมติไม่เห็นชอบ 10 เสียง

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ปฏิกิริยาจากภาคประชาสังคม

นางสาวณัฏฐา วัฒนะรัตน์ แกนนำกลุ่มสมรสเท่าเทียม กล่าวว่า "นี่คือชัยชนะของคนทุกเพศในประเทศไทย หลังจากที่เราต่อสู้กันมานานกว่า 10 ปี กฎหมายนี้จะช่วยให้คู่รัก LGBTQ+ มีสิทธิเท่าเทียมกับคู่รักต่างเพศ" ขณะที่นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิ LGBTQ+ กล่าวว่า "กฎหมายนี้จะส่งผลกระทบต่อชีวิตคนนับแสนคน ให้พวกเขามีความมั่นคงทางกฎหมายและสังคม"

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ขั้นตอนต่อไป

หลังจากสภาผู้แทนราษฎรผ่านวาระ 3 แล้ว ร่าง พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม จะถูกส่งต่อให้วุฒิสภาพิจารณาต่อไป โดยคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายใน 120 วันหลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในอาเซียนและประเทศที่สามในเอเชียที่รองรับการสมรสเท่าเทียม รองจากไต้หวันและเนปาล

ผลกระทบต่อสังคมไทย

การผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของสังคมไทยที่เปิดรับความหลากหลายทางเพศมากขึ้น โดยองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศหลายแห่งแสดงความยินดี และคาดว่าจะส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลก รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวและการลงทุนจากกลุ่ม LGBTQ+ ทั่วโลก