“สุทธิชัย หยุ่น” เตือนทีวีไทยเสี่ยง “Slow Collapse” ค่อยๆ ล่มสลาย ไร้โรดแมปชัดเจน
สุทธิชัย หยุ่น เตือนทีวีไทยเสี่ยง Slow Collapse ค่อยๆ ล่มสลาย

นายสุทธิชัย หยุ่น นักสื่อสารมวลชนอาวุโสและอดีตผู้ร่วมก่อตั้งเครือเนชั่น ได้แสดงความวิตกกังวลต่ออนาคตของอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทยผ่านทางเพจ Suthichai Live เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2569 โดยชี้ให้เห็นว่าขณะนี้วงการโทรทัศน์กำลังเผชิญกับภาวะวิกฤตและอยู่ในสถานะที่ไม่สามารถคาดเดาทิศทางของตนเองได้ สาเหตุหลักมาจากการที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับโรดแมปของทีวีดิจิทัล หลังจากที่ใบอนุญาตจะสิ้นสุดลงในปี 2572

ทีวีไทยคือพื้นที่สาธารณะที่กำลังถูกคุกคาม

นายสุทธิชัยกล่าวว่า ปัญหานี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของเจ้าของสถานีโทรทัศน์ดิจิทัลเท่านั้น แต่เป็นประเด็นที่ใหญ่กว่านั้น เนื่องจาก “ทีวีไทย” ถือเป็นพื้นที่สาธารณะด้านข้อมูลข่าวสารของประชาชน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่สังคมไทยถูกครอบงำด้วยข้อมูลจากโซเชียลมีเดีย ซึ่งจำนวนมากไม่ได้ผ่านกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริง ไม่อยู่ภายใต้จรรยาบรรณวิชาชีพ และไม่มีมาตรฐานแบบสื่อมวลชนมืออาชีพ ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ ประชาชนยังคงต้องการข่าวสาร บทวิเคราะห์ และการนำเสนอที่มีมาตรฐาน ซึ่งสามารถคาดหวังได้จากสื่อที่ทำหน้าที่ต่อสาธารณะ

ด้วยเหตุนี้ ผู้คนในแวดวงสื่อสารมวลชน นักวิชาการ และผู้ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมโทรทัศน์จึงต้องออกมาเรียกร้องให้ กสทช. กำหนดทิศทางอนาคตของทีวีดิจิทัลอย่างชัดเจน หาก กสทช. ซึ่งมีหน้าที่หลักในการกำกับดูแลกิจการโทรทัศน์ไม่เร่งดำเนินการ จะนำไปสู่วิกฤติ เนื่องจากผู้ประกอบการไม่สามารถวางแผนธุรกิจ นักลงทุนไม่กล้าตัดสินใจ และคนทำสื่อไม่รู้ว่าจะเดินต่อไปอย่างไร ในขณะที่ใบอนุญาตทีวีดิจิทัลจะหมดอายุในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

คำถามสำคัญที่สะเทือนวงการ

นายสุทธิชัยยังกล่าวถึงคำถามสำคัญที่ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช. เคยตั้งไว้ ได้แก่ “ทีวีมีไว้ทำไม” และ “คนทีวีจะอยู่อย่างไร” โดยเห็นว่าเป็นคำถามที่สะเทือนทั้งวงการ เพราะไม่ได้หมายถึงความอยู่รอดเชิงธุรกิจเท่านั้น แต่ยังหมายถึงความอยู่รอดของวิชาชีพสื่อ และบทบาทของทีวีในฐานะสถาบันทางสังคม

เขาตั้งข้อสังเกตว่า หลังปี 2572 ซึ่งเป็นปีที่ใบอนุญาตทีวีดิจิทัลสิ้นสุดลง สังคมไทยต้องตอบให้ได้ว่า ทีวีไทยจะอยู่รอดหรือสูญสิ้น และบนหน้าจอโทรทัศน์ในบ้านของประชาชน จะยังเหลือพื้นที่สำหรับเนื้อหาไทย ข่าวสารไทย และสื่อที่ประชาชนพึ่งพาได้หรือไม่ หรือหน้าจอทีวีจะกลายเป็นเพียงมอนิเตอร์สำหรับแอปพลิเคชันของแพลตฟอร์มต่างชาติ

ผลการศึกษาชี้ 4 ฉากทัศน์อนาคตทีวีไทย

นายสุทธิชัยอ้างถึงผลการศึกษาของทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และนำเสนอในเวทีเสวนา “ภาพทีวีไทยในทศวรรษหน้า: การสร้างสรรค์อุตสาหกรรมเนื้อหาและสังคมไทยที่ยั่งยืน” โดยงานวิจัยดังกล่าวได้วิเคราะห์อนาคตทีวีไทยออกเป็น 4 ฉากทัศน์ ซึ่งล้วนสะท้อนความเปราะบางของอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทยในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ

ฉากทัศน์ที่ 1: “Slow Collapse” ล่มสลายอย่างช้า ๆ โอกาสเกิด 75%

ฉากทัศน์แรกคือ “Slow Collapse” หรือการล่มสลายอย่างช้า ๆ ซึ่งนายสุทธิชัยระบุว่าเป็นฉากทัศน์ที่น่ากลัวที่สุด และผลการศึกษาประเมินว่ามีโอกาสเกิดขึ้นสูงถึง 75% หากปล่อยให้อุตสาหกรรมดำเนินต่อไปตามยถากรรม โดยไม่มีการแก้ไขเชิงโครงสร้างจากภาครัฐและ กสทช. เขาอธิบายว่า “Slow Collapse” ไม่ใช่การล่มสลายแบบฉับพลัน ไม่ใช่การที่สถานีโทรทัศน์ปิดตัวพร้อมกันในวันเดียว แต่เป็นการเสื่อมทรุดอย่างเงียบ ๆ และค่อย ๆ กัดกร่อนจากภายใน ทั้งรายได้ คุณภาพเนื้อหา บุคลากร ความน่าเชื่อถือ และคุณค่าทางสังคมของทีวีไทย

ภายใต้ฉากทัศน์นี้ เม็ดเงินโฆษณาจะไหลออกจากระบบโทรทัศน์เดิมไปสู่แพลตฟอร์ม OTT และโซเชียลมีเดียอย่างถาวร ผู้ประกอบการทีวีจะเหลือเพียงบางส่วนที่ยังพอประคองตัวได้ โดยอาจเหลือประมาณ 10-12 ช่อง แต่การอยู่รอดจะเป็นการอยู่รอดด้วยการลดต้นทุนทุกด้าน ทำให้คุณภาพรายการลดลงตามไปด้วย เมื่อผู้ประกอบการต้องประคองธุรกิจด้วยต้นทุนต่ำ รายการคุณภาพ รายการเด็ก รายการท้องถิ่น และรายการสาระที่ต้องใช้งบประมาณสูงจะค่อย ๆ หายไปจากหน้าจอ ขณะที่รายการข่าวดราม่า การขยี้ประเด็นเพื่อเรตติ้ง เนื้อหาฉาบฉวย และการขายสินค้าจะเข้ามาแทนที่มากขึ้น

นายสุทธิชัยเตือนว่า ผลกระทบทางสังคมของ “Slow Collapse” จะรุนแรง เพราะเมื่อทีวีไทยค่อย ๆ สูญเสียบทบาท รายการที่มีคุณค่าต่อสาธารณะจะลดลง ประชาชนจะเข้าสู่ภาวะรับข้อมูลเฉพาะด้านมากขึ้น เกิด Echo Chamber หรือห้องสะท้อนความคิด ที่ผู้คนรับฟังเฉพาะข้อมูลที่ตนเองเห็นด้วย และไม่ถูกท้าทายด้วยข้อมูลหรือมุมมองที่แตกต่าง หากอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มต่างชาติถูกออกแบบมาเพื่อสร้าง Engagement โดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับคุณภาพของเนื้อหา สังคมไทยก็จะยิ่งขาดกลไกตรวจสอบข้อมูล ขาดผู้กลั่นกรองข่าวสาร และขาดสื่อที่ประชาชนพึ่งพาได้ในยามวิกฤติ เขาเรียก “Slow Collapse” ว่าเป็น “ฆาตกรเงียบ” เพราะไม่มีสัญญาณเตือนแบบชัดเจน ไม่มีวันปิดตัวครั้งใหญ่ที่ทุกคนตกใจ แต่คุณค่าสาธารณะของทีวีจะค่อย ๆ สึกกร่อนทีละน้อย ขณะที่ทุกฝ่ายยังอาจพูดปลอบใจว่า เดี๋ยวสถานการณ์จะดีขึ้นเอง หรือคนเก่งจะอยู่รอดเอง

ฉากทัศน์ที่ 2: “Survival of the Fittest” เหลือเฉพาะผู้แข็งแรงที่สุด

ฉากทัศน์ที่ 2 คือ “Survival of the Fittest” หรือการคัดกรองให้เหลือเฉพาะผู้แข็งแรงที่สุด โดยงานวิจัยมองว่า อุตสาหกรรมอาจเหลือผู้เล่นตัวจริงเพียง 6-8 ช่องเท่านั้น ช่องที่จะอยู่รอดต้องตอบให้ได้ว่า ตนเองสามารถสร้างคุณค่าอะไรที่แพลตฟอร์มระดับโลกอย่าง Netflix, YouTube, TikTok หรือ Facebook ทำไม่ได้ ภายใต้ฉากทัศน์นี้ ผู้ประกอบการที่แข็งแรงจะไม่สามารถพึ่งพาโมเดลขายโฆษณาแบบเดิมได้อีกต่อไป แต่ต้องปรับตัวไปสู่การสร้างทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ของตัวเอง การขายลิขสิทธิ์ การสร้าง Fan Economy การส่งออกคอนเทนต์ และการต่อยอดศิลปินหรือแบรนด์คอนเทนต์ไปสู่ตลาดใหม่

อย่างไรก็ตาม นายสุทธิชัยตั้งข้อสังเกตว่า แม้ฉากทัศน์นี้จะมีผู้ประกอบการบางรายอยู่รอด แต่ก็ต้องตั้งคำถามต่อไปว่า เป็นการอยู่รอดเพื่อประโยชน์ของตนเองเท่านั้นหรือไม่ หรือยังเป็นการอยู่รอดที่รักษาบทบาทของสื่อในฐานะพื้นที่สาธารณะและ Trusted Media ได้ด้วย หากผู้ที่อยู่รอดมุ่งเพียงการขาย IP การบริหารศิลปิน หรือการผลิตคอนเทนต์เพื่อแฟนคลับ โดยไม่เกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่ข่าวสารที่ประชาชนพึ่งพาได้ สังคมไทยก็อาจยังสูญเสียสื่อที่ทำหน้าที่เป็นหลักในยามวิกฤติอยู่ดี

ฉากทัศน์ที่ 3: “State-Dependent Limbo” นโยบายมาช้า อุตสาหกรรมตามไม่ทัน

ฉากทัศน์ที่ 3 คือ “State-Dependent Limbo” หรือภาวะค้างคาและพึ่งพารัฐ เป็นสถานการณ์ที่รัฐอาจมีนโยบายหรือโรดแมปออกมา แต่ภาคอุตสาหกรรมตามไม่ทัน หรือมาตรการช่วยเหลือมาช้าเกินไป จนผู้ประกอบการจำนวนมากหมดแรงก่อน ในฉากทัศน์นี้ ทีวีไทยยังต้องพึ่งพาระบบ Linear TV และโครงข่ายเดิม ขณะที่ใบอนุญาตรอบใหม่อาจเกิดขึ้นในช่วงที่ผู้ประกอบการยังขาดทุนต่อเนื่อง เงินลงทุนหมด บุคลากรขาดทักษะดิจิทัล และวัฒนธรรมองค์กรปรับตัวไม่ทันต่อการแข่งขันกับแพลตฟอร์มต่างชาติ

นายสุทธิชัยเปรียบสถานการณ์นี้ว่า รัฐอาจเข้ามาช่วยในเวลาที่สายเกินไป คล้ายกับการให้ออกซิเจนเมื่อผู้ประกอบการ “ถังแตก” ไปแล้ว ต่อให้มีนโยบายดีหรือแพลตฟอร์มระดับชาติ ก็อาจไม่สามารถฟื้นอุตสาหกรรมได้ หากฟันเฟืองของภาคเอกชนหยุดหมุนไปก่อน ภายใต้ฉากทัศน์นี้ อาจเห็นความล้มเหลวของ National Streaming Platform หากรัฐผลักดันแพลตฟอร์มระดับชาติขึ้นมาแต่มีผู้ใช้งานต่ำ เพราะผู้ผลิตคอนเทนต์ไม่มีงบประมาณพอจะลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ ขาดบุคลากรที่มีทักษะ และไม่สามารถผลิตเนื้อหาที่แข่งขันกับแพลตฟอร์มต่างชาติได้ นายสุทธิชัยระบุว่า หากเป็นเช่นนั้น ทีวีไทยจะอยู่ในสภาพกึ่งหลับกึ่งตื่น หรือเหมือน “ซอมบี้” คือยังมีตัวตนอยู่ แต่ไร้พลังแข่งขัน ไม่เพียงแต่แข่งขันระดับโลกไม่ได้ แม้แต่ระดับอาเซียนหรือระดับประเทศเองก็ยังเป็นคำถามว่าจะรอดหรือไม่

ฉากทัศน์ที่ 4: “Phoenix Rising” ฟื้นคืนจากวิกฤติ แต่ต้องเปลี่ยนโครงสร้างจริง

ฉากทัศน์ที่ 4 คือ “Phoenix Rising” หรือการฟื้นคืนจากเถ้าถ่าน ซึ่งเป็นฉากทัศน์ที่ดูดีที่สุด แต่ท้าทายที่สุด เพราะต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงการต่ออายุระบบเดิม หรือปล่อยให้ผู้ประกอบการแต่ละรายดิ้นรนกันเอง ภายใต้ฉากทัศน์นี้ ทีวีไทยต้องยกระดับทั้งด้านเทคนิค เนื้อหา และโครงสร้างธุรกิจ เช่น การปรับคุณภาพช่องโทรทัศน์ที่เหลือให้เป็นระดับ HD การลดต้นทุนซ้ำซ้อนของโครงข่าย MUX การพิจารณารูปแบบโครงข่ายที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และการเปลี่ยนหลักเกณฑ์การจัดสรรใบอนุญาตรอบใหม่จากการแข่งขันด้านราคา ไปสู่เกณฑ์คุณภาพเนื้อหา หรือ Beauty Contest ที่ให้ความสำคัญกับคุณค่าต่อสาธารณะ

นายสุทธิชัยระบุว่า ผู้ประกอบการไทยต้องเลิกต่างคนต่างอยู่ และต้องร่วมกันสร้างแพลตฟอร์มกลางเพื่อสู้กับ OTT ต่างชาติ แม้จะเป็นเรื่องยาก แต่หากวงการสื่อยังต้องการรักษาช่องทางที่สังคมไทยพึ่งพาได้ ก็จำเป็นต้องร่วมกันหาทางออกใหม่ ไม่ใช่เพียงผลิตเนื้อหาแล้วปล่อยให้แพลตฟอร์มต่างชาติเป็นผู้ควบคุมช่องทางทั้งหมด

ข้อเสนอ “Must Find” และความเสี่ยงเมืองขึ้นทางข้อมูลข่าวสาร

นายสุทธิชัยยังกล่าวถึงข้อเสนอ “Must Find” ของศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรองว่าเป็นประเด็นสำคัญในยุคสมาร์ตทีวี เพราะเดิมทีแนวคิด Must Carry คือการทำให้ช่องฟรีทีวีถูกนำไปออกอากาศบนทุกแพลตฟอร์ม แต่ในยุคใหม่ ปัญหาไม่ได้อยู่แค่ว่าช่องไทยมีอยู่หรือไม่ แต่อยู่ที่ผู้ชมจะมองเห็นและค้นพบช่องไทยได้หรือไม่

เขากล่าวว่า หน้าจอสมาร์ตทีวีในอนาคตจะถูกควบคุมโดยระบบปฏิบัติการ เช่น Android TV, WebOS หรือแพลตฟอร์มของผู้ผลิตอุปกรณ์และผู้ให้บริการระดับโลก ซึ่งกลายเป็น Gatekeeper รายใหม่ หากไม่มีกลไกกำกับดูแล ช่องไทยอาจถูกเบียดไปอยู่ในตำแหน่งที่ผู้ชมค้นหาไม่เจอ และถูกแทนที่ด้วยแอปพลิเคชันสตรีมมิงต่างชาติ นายสุทธิชัยยกตัวอย่างว่า ในบางประเทศ เช่น ออสเตรเลียและอังกฤษ รัฐมีแนวทางให้บริการโทรทัศน์ระดับชาติหรือสื่อสาธารณะต้องอยู่ในตำแหน่งที่มองเห็นได้บนหน้าจอหลักของสมาร์ตทีวี เพื่อให้ประชาชนยังเข้าถึงสื่อของประเทศตนเองได้ ไม่ถูกกลืนหายไปในมหาสมุทรคอนเทนต์ระดับโลก

เขาย้ำว่า อนาคตของทีวีไทยหลังปี 2572 ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความล้ำสมัยของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เป็นสงครามระหว่างยุทธศาสตร์ที่กล้าหาญจริงจัง กับนโยบายที่ต้องเท่าทันโลก หากปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามยถากรรม ก็เท่ากับปล่อยให้ “Slow Collapse” กลายเป็นความจริง นายสุทธิชัยกล่าวว่า “Slow Collapse” น่ากลัวกว่าการล่มสลายแบบปกติ เพราะไม่มีสัญญาณเตือนชัดเจน ไม่มีใครบอกได้ว่านาฬิกาถอยหลังจะสิ้นสุดเมื่อใด แต่ระบบจะค่อย ๆ สึกกร่อนจนพังลงต่อหน้า โดยที่อาจไม่มีใครทำอะไรได้ทัน

เขาเตือนว่า หากรัฐไม่เร่งสร้างกลไก Must Find และผู้ประกอบการไม่เร่งสร้าง IP ของตนเอง ประเทศไทยอาจเหลือเพียงหน้าจอที่ว่างเปล่าในเชิงความหมายสำหรับคนรุ่นต่อไป คือมีแอปพลิเคชันจำนวนมาก แต่ไม่มีหลักประกันว่าคอนเทนต์ไทย ข่าวสารไทย และสาระไทยจะยังถูกมองเห็น

สรุป: วิกฤติทีวีไทยคือวิกฤติระดับชาติ

นายสุทธิชัยระบุว่า หากปล่อยให้แพลตฟอร์มต่างชาติเป็นผู้กำหนดการมองเห็นของประชาชนทั้งหมด ประเทศไทยอาจเข้าสู่ภาวะ “เมืองขึ้นทางข้อมูลข่าวสาร” โดยสิ้นเชิง เพราะข้อมูล ข่าวสาร วัฒนธรรม และความคิดของคนไทยจะถูกกำหนดผ่านอัลกอริทึมที่ยึดผลประโยชน์เชิงธุรกิจเป็นหลัก เขายังกล่าวถึงหลักคิดจากเวทีเสวนาว่า ฟรีทีวีคือสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน เพราะไม่ใช่ทุกคนมีเงินจ่ายค่าอินเทอร์เน็ตหรือค่าสมาชิกแพลตฟอร์มสตรีมมิง ดังนั้น แม้โทรทัศน์ภาคพื้นดินจะเผชิญภาวะขาดทุน ก็ไม่ควรถูกทอดทิ้งโดยง่าย เพราะยังเป็นช่องทางที่ประชาชนจำนวนมากเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

นายสุทธิชัยสรุปว่า วิกฤติทีวีไทยไม่ใช่เพียงวิกฤติของธุรกิจสื่อ แต่เป็นวิกฤติระดับชาติที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของประชาชน ประชาธิปไตย วัฒนธรรม และอำนาจอธิปไตยทางข้อมูลข่าวสารของประเทศ เขาระบุว่า สังคมไทยไม่อาจหวังเพียงนักการเมือง หรือข้าราชการตามกฎหมายให้แก้ปัญหานี้ได้ฝ่ายเดียว แต่ทุกภาคส่วน ทั้งรัฐบาล กสทช. ผู้ประกอบการ สื่อสาธารณะ นักวิชาการ องค์กรวิชาชีพ และภาคประชาชน ต้องร่วมกันผลักดันคำตอบอย่างเร่งด่วน ก่อนที่การล่มสลายอย่างช้า ๆ ของทีวีไทยจะกลายเป็นความจริงที่แก้ไขไม่ทัน