ศาลอาญามีคำพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้ง 4 คน ในคดีที่ถูกฟ้องในข้อหาจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากการปราศรัยบนเวทีเมื่อปี 2557 โดยศาลเห็นว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามมาตรา 112 เนื่องจากเป็นการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองโดยสุจริต
รายละเอียดคดี
คดีนี้เป็นหนึ่งในหลายคดีที่เกิดขึ้นจากการปราศรัยของกลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมืองเมื่อปี 2557 โดยพนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้ง 4 คน ต่อศาลอาญาในข้อหาตามมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ หลังมีการกล่าวถ้อยคำที่ถูกมองว่าเป็นการดูหมิ่นสถาบันฯ ระหว่างการปราศรัย จำเลยทั้ง 4 คนให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา
คำพิพากษาศาล
ศาลอาญาพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า ถ้อยคำที่จำเลยกล่าวระหว่างการปราศรัยนั้น เป็นการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย โดยมีเจตนาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลในขณะนั้น มิได้มีเจตนาเฉพาะเจาะจงที่จะจาบจ้วงสถาบันฯ อีกทั้งยังไม่เข้าข่ายเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ศาลจึงพิพากษายกฟ้องในข้อหามาตรา 112 ส่วนข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ศาลเห็นว่ายังฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิด จึงพิพากษายกฟ้องในทุกข้อหา
ปฏิกิริยาจากจำเลยและทนายความ
นายสมศักดิ์ (นามสมมติ) หนึ่งในจำเลย เปิดเผยหลังทราบคำพิพากษาว่า รู้สึกดีใจที่ศาลยุติธรรมได้พิจารณาคดีอย่างรอบคอบ และยืนยันว่าการปราศรัยของตนเป็นไปตามสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญ ขณะที่ทนายความของจำเลยกล่าวว่า คำพิพากษานี้เป็นบรรทัดฐานที่ดีในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง โดยเฉพาะในคดีที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 ซึ่งมักถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าถูกใช้เป็นเครื่องมือในการปิดกั้นการแสดงออก
ผลกระทบต่อสังคม
คดีนี้เป็นอีกหนึ่งกรณีที่สะท้อนความขัดแย้งทางความคิดในสังคมไทยเกี่ยวกับการใช้มาตรา 112 โดยฝ่ายที่เห็นด้วยกับการยกฟ้องมองว่าเป็นการคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออก ส่วนฝ่ายที่สนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดมองว่าคำพิพากษานี้อาจส่งผลให้เกิดการละเมิดสถาบันฯ มากขึ้น อย่างไรก็ตาม คำพิพากษาของศาลอาญาในครั้งนี้ถือเป็นบรรทัดฐานที่สำคัญสำหรับคดีลักษณะเดียวกันในอนาคต



