คณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) ในการประชุมครั้งที่ 13/2567 เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2567 มีมติให้ปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบกองทุนประกันสังคม จากเดิม 336 บาทต่อวัน เป็น 400 บาทต่อวัน โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป
รายละเอียดการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ
การปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำครั้งนี้ ส่งผลให้ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และมาตรา 39 ต้องจ่ายเงินสมทบในอัตราที่สูงขึ้น เนื่องจากฐานค่าจ้างที่ใช้คำนวณเพิ่มขึ้น โดยผู้ประกันตนมาตรา 33 จะจ่ายเงินสมทบในอัตรา 5% ของค่าจ้าง แต่ไม่เกิน 750 บาทต่อเดือน (เดิมไม่เกิน 600 บาท) ส่วนนายจ้างจ่ายสมทบในอัตรา 5% เช่นกัน แต่ไม่เกิน 750 บาทต่อเดือน ขณะที่ผู้ประกันตนมาตรา 39 ซึ่งเป็นผู้สมัครใจ จ่ายเงินสมทบในอัตรา 9% ของฐานค่าจ้าง 480 บาทต่อเดือน (เดิม 432 บาท) คิดเป็น 43.20 บาทต่อเดือน (เดิม 38.88 บาท)
เหตุผลและผลกระทบ
นางสาวมารศรี ใจรังษี เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เปิดเผยว่า การปรับค่าจ้างขั้นต่ำครั้งนี้เป็นไปตามมติคณะกรรมการค่าจ้าง (ไตรภาคี) ที่ประกาศปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำทั่วประเทศเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2567 ซึ่งกำหนดอัตราใหม่ระหว่าง 330-400 บาทต่อวัน โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เช่นกัน การปรับฐานค่าจ้างขั้นต่ำนี้จะทำให้ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนเพิ่มขึ้น เช่น กรณีเจ็บป่วย ทุพพลภาพ คลอดบุตร สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และว่างงาน เนื่องจากคำนวณจากค่าจ้างที่สูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม มีข้อกังวลจากฝ่ายนายจ้างและผู้ประกันตนเกี่ยวกับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะนายจ้างในธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่อาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนแรงงานที่สูงขึ้น ขณะที่ผู้ประกันตนบางส่วนมองว่าการปรับเพิ่มเงินสมทบอาจลดเงินเดือนสุทธิที่ได้รับ
การยื่นตีความและแนวโน้มในอนาคต
ทั้งนี้ คณะกรรมการประกันสังคมได้มีมติให้ฝ่ายกฎหมายของสำนักงานประกันสังคมไปยื่นขอตีความต่อคณะกรรมการกฤษฎีกา เกี่ยวกับประเด็นที่ว่าการปรับค่าจ้างขั้นต่ำของคณะกรรมการค่าจ้างมีผลผูกพันให้บอร์ดประกันสังคมต้องปรับฐานค่าจ้างขั้นต่ำตามโดยอัตโนมัติหรือไม่ เนื่องจากก่อนหน้านี้เคยมีข้อโต้แย้งว่าการปรับค่าจ้างขั้นต่ำไม่จำเป็นต้องส่งผลให้ฐานเงินสมทบปรับเพิ่มตามไปด้วย การยื่นตีความครั้งนี้จะช่วยสร้างความชัดเจนทางกฎหมายและป้องกันข้อพิพาทในอนาคต
นอกจากนี้ บอร์ดประกันสังคมยังได้พิจารณาแนวทางการปรับปรุงระบบการจัดเก็บเงินสมทบให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการพัฒนาระบบดิจิทัลเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกันตนและนายจ้างในการชำระเงินสมทบและการขอรับสิทธิประโยชน์
ข้อเสนอแนะจากผู้เกี่ยวข้อง
นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน กล่าวว่า การปรับค่าจ้างขั้นต่ำส่งผลกระทบต่อต้นทุนการก่อสร้าง โดยเฉพาะค่าแรงงาน ซึ่งอาจทำให้ราคาบ้านปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เสนอให้รัฐบาลพิจารณามาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ เช่น การลดภาษีหรือการอุดหนุนบางส่วน เพื่อบรรเทาภาระที่เพิ่มขึ้น
ด้านผู้ประกันตนบางรายแสดงความกังวลผ่านโซเชียลมีเดียว่า เงินสมทบที่เพิ่มขึ้นอาจไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับสวัสดิการที่ได้รับ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่ได้รับค่าจ้างไม่ถึง 400 บาทต่อวัน ซึ่งจะต้องจ่ายเงินสมทบในอัตราที่สูงขึ้นตามสัดส่วนรายได้
สำนักงานประกันสังคมระบุว่า จะมีการประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกันตนและนายจ้างทราบถึงรายละเอียดการปรับเปลี่ยนอย่างทั่วถึง และเตรียมระบบรองรับการเปลี่ยนแปลงฐานข้อมูลเพื่อให้การจัดเก็บเงินสมทบเป็นไปอย่างราบรื่น



