ทรัมป์ประกาศหยุดยิงเลบานอนผ่านโซเชียล สยบแผนรบเนทันยาฮูทันที ย้อนรอย 5 ครั้งที่ทำเนียบขาวสั่ง 'พอแล้ว'
การบริหารงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ได้แสดงบทบาท "ผู้ตัดสินคนสุดท้าย" ในสมรภูมิเลบานอนอย่างชัดเจน เมื่อเขาประกาศหยุดยิงผ่านโซเชียลมีเดียส่วนตัว ก่อนที่รัฐบาลอิสราเอลจะแถลงยืนยันอย่างเป็นทางการ สร้างภาวะจำยอมให้เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ต้องปรับเปลี่ยนแผนการรบตามที่วอชิงตันกำหนดในทันที เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงยุทธศาสตร์ "มัดมือชก" ที่ทรัมป์พยายามสร้างขึ้น โดยเป็นทั้งผู้สนับสนุนที่แข็งกร้าวที่สุดและผู้ควบคุมอำนาจเบ็ดเสร็จของสงครามไว้ในมือเพียงผู้เดียว
การแสดงอำนาจเหนืออธิปไตยทางการทหารของอิสราเอล
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายนที่ผ่านมา ทรัมป์เลือกสื่อสารการหยุดยิงผ่านโซเชียลมีเดีย โดยระบุว่าการหยุดยิงจะเริ่มขึ้นในเวลาเที่ยงคืน และใช้ถ้อยคำรุนแรงอย่าง "PROHIBITED" หรือการสั่งห้ามโจมตีเลบานอนโดยตรง ซึ่งถือเป็นการแสดงอำนาจเหนืออธิปไตยทางการทหารของอิสราเอลอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในลักษณะเปิดเผยเช่นนี้ แม้ว่าเนทันยาฮูจะพยายามรักษาเสถียรภาพทางการเมืองด้วยการยืนยันว่าสงครามกับกลุ่มเฮซบอลลาห์จะดำเนินต่อไปจนกว่าจะได้รับชัยชนะ แต่คำประกาศของทรัมป์ได้กลายเป็นกรอบบังคับที่อิสราเอลไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
ย้อนรอย 5 เหตุการณ์สำคัญที่ทรัมป์กดดันเนทันยาฮู
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เนทันยาฮูต้องยอมถอยภายใต้แรงกดดันจากทำเนียบขาวในยุคของทรัมป์ ไทยพีบีเอสออนไลน์รวบรวมเหตุการณ์สำคัญ 5 ครั้งที่ทรัมป์แสดงบทบาทกดดันเนทันยาฮูในระดับยุทธศาสตร์ ดังนี้
- การหยุดยิงในเลบานอน (เมษายน 2569) เป็นเหตุการณ์ล่าสุดที่ทรัมป์ประกาศหยุดยิง 10 วันผ่านโซเชียลมีเดีย ท่ามกลางแผนการรบของกองกำลังอิสราเอล (IDF) ที่เตรียมขยายผลการโจมตีทางอากาศและภาคพื้นดิน ทรัมป์สั่งห้ามการโจมตีเพิ่มเติมอย่างเด็ดขาดเพื่อเปิดทางสู่ดีลสันติภาพวงกว้างที่ครอบคลุมถึงอิหร่าน
- สงครามอิหร่านครั้งที่ 2 (มกราคม 2569) ทรัมป์เป็นผู้นำในการกดดันให้อิสราเอลยอมรับการหยุดยิงชั่วคราวกับอิหร่าน ภายใต้การนำของมอจตาบา คาเมเนอี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตราคาน้ำมันโลกและป้องกันการล่มสลายของระบบเศรษฐกิจในช่วงต้นปี โดยบีบให้เนทันยาฮูชะลอการโจมตีทางอากาศต่อสถานประกอบการนิวเคลียร์
- สงครามอิหร่านครั้งที่ 1 (มิถุนายน 2568) ทรัมป์สั่งยุติสงครามระยะเวลา 12 วันระหว่างอิสราเอลและอิหร่านทันที หลังจากที่สหรัฐฯ ประเมินว่าเป้าหมายทางทหารบางส่วนบรรลุผลแล้ว โดยทรัมป์ใช้วิธีประกาศความสำเร็จของการทำลายเป้าหมายสำคัญเพื่อมัดมือชกให้อิสราเอลต้องถอนตัวจากการปะทะในทันที
- กรณีบังคับให้ "ขอโทษ" กาตาร์ หลังจากปฏิบัติการ "Summit of Fire" ซึ่งเป็นการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลในกรุงโดฮาเพื่อลอบสังหารผู้นำฮามาสแต่ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ความมั่นคงของกาตาร์เสียชีวิต ทรัมป์ได้บังคับให้เนทันยาฮูต้องขอโทษต่อหน้าสาธารณะและตกลงที่จะไม่ละเมิดอธิปไตยของกาตาร์อีก เพื่อรักษาบทบาทตัวกลางในการเจรจาตัวประกันที่ทรัมป์ให้ความสำคัญ
- การหยุดยิงในฉนวนกาซา (Gaza Ceasefire) ทรัมป์ใช้อำนาจกดดันให้อิสราเอลยอมรับข้อตกลงปล่อยตัวตัวประกันและหยุดยิงกับกลุ่มฮามาส โดยแลกกับการปล่อยตัวนักโทษปาเลสไตน์จำนวนมากและการถอนทหารออกจากพื้นที่บางส่วน แม้ในขณะนั้นเนทันยาฮูจะยังยืนยันว่าต้องทำสงครามให้จบเพื่อกวาดล้างฮามาสให้สิ้นซากก็ตาม
อิสราเอลยังไม่บรรลุชัยชนะเบ็ดเสร็จ
ทั้ง 5 เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้อิสราเอลจะสามารถขยายอำนาจการยึดครองพื้นที่ในเชิงภูมิศาสตร์ได้มากขึ้น ทั้งในกาซา เลบานอน และซีเรีย แต่ในเชิงยุทธศาสตร์แล้ว เนทันยาฮูยังคงไม่สามารถบรรลุ "ชัยชนะที่เบ็ดเสร็จ" ตามที่โฆษณาไว้ได้ เพราะมักจะถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติการในจังหวะที่ทรัมป์มองว่าเป็นประโยชน์ต่อการทำ "ดีล" ในภาพรวมมากกว่า เนทันยาฮูออกแถลงการณ์ว่า เขายอมรับการหยุดยิงชั่วคราวตามคำขอของเพื่อนรัก ประธานาธิบดีทรัมป์ แต่ย้ำว่าอิสราเอลพร้อมกลับไปรบใหม่ว่า "มือข้างหนึ่งถืออาวุธ มืออีกข้างยื่นออกไปเพื่อสันติภาพ"
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ตอบโต้ภายใน 20 นาทีทันทีว่า "อิสราเอลจะไม่โจมตีเลบานอนอีกต่อไป พวกเขาถูกห้ามโดยสหรัฐอเมริกา พอได้แล้ว" เหตุการณ์ล่าสุดนี้ทำให้หลายฝ่ายมองว่า ทรัมป์ไม่ได้เพียงเป็นพันธมิตร แต่กลายเป็นผู้ควบคุมกลยุทธ์สำคัญของอิสราเอลในทุกแนวรบ และส่งผลให้ศัตรูของอิสราเอลยังคงมีตัวตนและสามารถกลับมาเป็นภัยคุกคามได้เสมอในอนาคต



