นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังเดินหน้าแก้ไขวิกฤติพลังงานอย่างเต็มที่ โดยไม่กังวลกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์เตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน เนื่องจากเป็นสิทธิทางกฎหมายของฝ่ายค้าน แต่รัฐบาลยืนยันว่ามาตรการช่วยเหลือประชาชนและภาคธุรกิจเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจรอได้
สถานการณ์พลังงานโลกกดดันประเทศไทย
นางสาวรัชดากล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยเผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงานโลกที่ผันผวน ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน ต้นทุนการผลิต และความสามารถในการแข่งขัน หากไม่เร่งดำเนินการ อาจนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อสูงและเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งจะแก้ไขได้ยากกว่าปัจจุบันหลายเท่า
แนวทางดำเนินการ 2 มิติ
รัฐบาลได้กำหนดแนวทางใน 2 มิติสำคัญ ได้แก่ การบรรเทาภาระค่าครองชีพและลดต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม ควบคู่กับการปรับโครงสร้างการใช้พลังงานของประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลและสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว
สำหรับข้อเสนอให้ใช้งบประมาณปกติ นางสาวรัชดาชี้แจงว่า งบประมาณปกติถูกจัดสรรไว้ล่วงหน้า การปรับเปลี่ยนต้องใช้เวลาและไม่เพียงพอต่อวิกฤติ เนื่องจากอยู่ในช่วงครึ่งหลังปีงบประมาณ กว่างบใหม่จะเริ่มในเดือนตุลาคม ซึ่งไม่ทันการณ์ จึงจำเป็นต้องใช้กลไก พ.ร.ก. เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างทันท่วงที
ยึดกรอบวินัยการเงินการคลัง
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีย้ำว่า การดำเนินการอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง ไม่กระทบเพดานหนี้สาธารณะที่ร้อยละ 70 ของ GDP ทุกโครงการผ่านการกลั่นกรอง ตรวจสอบ และเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส
ไทม์ไลน์โครงการไทยช่วยไทยพลัส-คนละครึ่ง
รัฐบาลวางไทม์ไลน์ชัดเจน โดยโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส-คนละครึ่ง" จะเริ่มดำเนินการในวันที่ 1 มิถุนายนนี้ พร้อมเพิ่มเงินแก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อให้เงินถึงมือประชาชนเร็วที่สุด และกระจายเม็ดเงินสู่ระบบเศรษฐกิจ
นางสาวรัชดากล่าวสรุปว่า รัฐบาลต้องตัดสินใจบนพื้นฐานความจำเป็นในการดูแลประชาชนและประคับประคองเศรษฐกิจ การดำเนินการทุกขั้นตอนมุ่งให้เกิดผลช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว ควบคู่กับความรอบคอบ โปร่งใส และตรวจสอบได้ ส่วนฝ่ายค้านก็มีดุลพินิจที่แตกต่างกัน



