"เท้ง" ย้ำ 10 สส.ปชน. ต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อ ไม่ว่าศาลฎีกาสั่งใด
"เท้ง" ย้ำ 10 สส.ปชน. ต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อ ไม่ว่าศาลสั่งใด

“เท้ง” ชี้ไม่ว่าศาลฎีกามีคำสั่งใด 10 สส.ปชน. ต้องได้ปฏิบัติหน้าที่ต่อ

วันที่ 23 เมษายน 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่าน X ถึงกรณีศาลฎีกานัดประชุมองค์คณะเพื่อพิจารณาคำร้องคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยื่นเอาผิดอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล ในวันพรุ่งนี้ (24 เม.ย. 69) ฐานทำผิดฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง กรณีลงชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ไม่ว่าศาลฎีกาจะรับคำร้องไว้พิจารณาหรือไม่ และยังต้องลุ้นต่อว่า 10 สส.พรรคประชาชนจะถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ พวกเราจะไม่มีวันหยุดปฏิบัติหน้าที่การเป็น “ผู้แทนราษฎร”

เขาเริ่มเดินทางร่วมกับองคาพยพอนาคตใหม่ด้วยความฝัน มุ่งมั่นว่าการเมืองคือเรื่องของคนธรรมดาที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ และการเมืองคือเรื่องของทุกคน ไม่ว่าคุณจะอยู่ส่วนไหนของประเทศก็ตาม ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมกับขบวนการอนาคตใหม่เพื่อสร้างประเทศไทยที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ตลอดการเดินทางที่ผ่านมา เราไม่เคยเดินอยู่บนเส้นทางที่ราบเรียบ พวกเราเผชิญขบวนการนิติสงคราม ไม่ว่าจะเป็นการถูกฟ้องหมิ่นประมาท ยุบพรรค ตัดสิทธิ และการถูกคุกคามในรูปแบบต่าง ๆ แต่พวกเราเชื่อมั่นว่าการทำหน้าที่ของพวกเราทุกคน ทำไปเพื่อปกป้องผลประโยชน์และภาษีของพี่น้องประชาชนทั้งสิ้น พร้อมทั้งต้องการให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีหลักนิติรัฐและนิติธรรมที่ประชาชนทุกคนล้วนเสมอภาคและถูกปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

“ผมยืนยันว่าการเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ของผู้แทนราษฎรอดีตพรรคก้าวไกลในวันนั้น อยู่ในขอบเขตอำนาจหน้าที่อันชอบด้วยรัฐธรรมนูญในฐานะผู้แทนราษฎรที่มาจากประชาชน ในการใช้สภาผู้แทนราษฎรเพื่อถกเถียงและพูดคุยในประเด็นอ่อนไหวอย่างมีวุฒิภาวะเพื่อหาทางออกจากความขัดแย้งตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา พวกเรามิได้มีความมุ่งหมายที่จะล้มล้างหรือเซาะกร่อนบ่อนทำลายตามที่ถูกกล่าวหาจากผู้มีอำนาจแต่อย่างใด”

นายณัฐพงษ์ชวนให้ทุกคนพิจารณาด้วยใจเป็นธรรมว่า การใช้ “มาตรฐานทางจริยธรรม” โดยไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน หรือถูกใช้อย่างไม่มีมาตรฐาน กับการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติในฐานะผู้แทนของประชาชน สิ่งใดเป็นภัยต่อระบอบประชาธิปไตยของเรามากกว่ากัน

ในขณะที่คดีของพวกเราเดินหน้าอย่างรวดเร็ว หลากหลายคดีที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชัน เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประชาชน ซึ่งค้างอยู่ในมือ ป.ป.ช. กลับไม่คืบหน้า จึงต้องถามว่าสรุปแล้วมาตรฐานในการพิจารณาคดีของคณะกรรมการ ป.ป.ช. อยู่ตรงไหนกันแน่

เขาเชื่อว่าสิ่งที่พวกเราถูกกระทำในวันนี้ สาเหตุที่แท้จริงไม่ใช่การเสนอร่างกฎหมาย หากแต่เป็นเพราะพวกเราคือตัวแทนของประชาชนที่ต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงซึ่งย่อมทำให้คนบางกลุ่มที่ยึดครองประเทศไทยอยู่ ต้องสูญเสียอำนาจและผลประโยชน์ เมื่อพวกเขาถูกท้าทายจึงต้องต่อสู้กลับ โดยไม่สนใจวิธีการ ไม่แยแสต่ออนาคตของประเทศ

“ในวันพรุ่งนี้ไม่ว่าศาลฎีกาจะมีคำสั่งแบบใด ผมยืนยันว่าพวกเราผู้แทนราษฎรทั้ง 10 คน ควรจะต้องปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต่อไป”

เหตุผล 4 ประการที่ สส.ทั้ง 10 คนควรปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

ประการแรก การปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพวกเราทั้ง 10 คน เป็นการทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน เพราะการปฏิบัติหน้าที่ต่อไปของพวกเราไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะ หรือการบริหารราชการแผ่นดิน อันก่อให้เกิดความเสียหายที่ยากเกินแก่จะเยียวยาได้ในภายหลังได้

ประการที่สอง การปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพวกเราทั้ง 10 คน เป็นการทำตามอำนาจหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นส่วนสำคัญในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา

ประการที่สาม การปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพวกเราทั้ง 10 คนที่อยู่ในกลุ่มคดี 44 สส. ไม่สามารถกระทำการในทำนองเดียวกันกับที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาได้ กล่าวคือ พวกเราไม่สามารถเข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติที่มีลักษณะคล้ายหรือทำนองเดียวกับคำร้องของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติได้อีก

ประการสุดท้าย การปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพวกเราทั้ง 10 คนต่อไป ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการแสวงหาข้อเท็จจริงของศาลฎีกา หรือกระทำการยุ่งเหยิงต่อพยานหลักฐานได้ เพราะศาลรัฐธรรมนูญและ ป.ป.ช. แสวงหาข้อเท็จจริงไปหมดแล้ว

กลับกัน หากศาลฎีกาจะสั่งให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 10 คนต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ย่อมส่งผลกระทบต่อการปกครองระบอบรัฐสภาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนอื่น หรือแม้แต่ฝ่ายนิติบัญญัติทั้งหมดเกิดความหวาดกลัว ไม่กล้าทำหน้าที่ในฐานะ “ผู้แทนราษฎร” ที่เป็นสะพานเชื่อมต่อระหว่างประชาชนกับสภาผู้แทนราษฎรและการบริหารราชการแผ่นดิน เพียงเพราะว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใช้อำนาจหน้าที่ที่ตนมีตามรัฐธรรมนูญในการเสนอร่างพระราชบัญญัติ แต่กลับต้องเผชิญหน้ากับคดีความ เป็นเหตุให้ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ และอาจต้องถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต

ดังนั้น นายณัฐพงษ์ย้ำว่าผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ ไม่ว่าผลออกมาในทิศทางใด ไม่ได้กระทบต่อผู้แทนราษฎรเพียงแค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่กระทบต่ออำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งเป็นอำนาจที่มาจากประชาชน เมื่อเป็นเช่นนี้ เรื่องนี้จึงใหญ่กว่าพวกผม ใหญ่กว่าพรรคประชาชน แต่คือเรื่องของอนาคตประชาธิปไตยไทย และเรื่องของพวกเราทุกคน