รัฐบาลไฟเขียวมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรและเอสเอ็มอี ผ่านปุ๋ยคนละครึ่งและคูปองส่วนลด 5 แสนใบ
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ร่วมด้วย
นางศุภจี กล่าวว่า การประชุมครม. ในครั้งนี้ได้อนุมัติงบประมาณเพื่อดำเนินมาตรการลดค่าครองชีพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการต่อยอดจากนโยบายที่แถลงในรัฐสภาและโครงการ “ไทยช่วยไทย” ที่เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน โดยร่วมมือกับผู้ประกอบการค้าปลีกค้าส่งกว่า 300 ราย จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นในราคาประหยัดลดสูงสุดถึง 58% กว่า 3,000 รายการ และกระจายไปแล้วทั่ว 77 จังหวัด
ขยายสินค้าเอสเอ็มอีสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ พร้อมคูปองส่วนลด 5 แสนใบ
สำหรับระยะต่อไป คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้ขยายการสนับสนุนไปสู่สินค้าจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วประเทศ โดยจะนำผู้ประกอบการรายเล็กเข้าสู่ระบบแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างน้อย 5 แพลตฟอร์ม ได้แก่ Thailand Postmart, NexGen, Shopee, TikTok และ LINE ซึ่งจะไม่คิดค่าธรรมเนียม (GP) พร้อมสนับสนุนค่าขนส่ง
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์จะจัดทำคูปองส่วนลดจำนวน 500,000 ใบ มูลค่าใบละ 100 บาท ให้กับผู้ซื้อ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการทดลองใช้สินค้าเอสเอ็มอี โดยจะคัดเลือกผู้ประกอบการที่เป็นผู้ผลิตจริง มีมาตรฐาน และมีความพร้อมในการจำหน่ายออนไลน์ จำนวน 2,000 ราย เข้าสู่แพลตฟอร์มดังกล่าว โดยผู้ขายไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม และผู้ซื้อไม่ต้องเสียค่าขนส่ง
เป้าหมายคือการขยายผู้ประกอบการไม่ต่ำกว่า 10,000 ราย ทั้งในช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ พร้อมส่งเสริมการตลาดร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์และ KOLs เพื่อช่วยสร้างแบรนด์และเพิ่มยอดขาย
โครงการปุ๋ยคนละครึ่งและปุ๋ยธงเขียวพลัส ช่วยเกษตรกรบรรเทาต้นทุนสูงขึ้น
ในส่วนของการดูแลภาคการเกษตร คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติมาตรการระยะยาวด้านปุ๋ย ผ่านโครงการ “ปุ๋ยคนละครึ่ง” โดยบูรณาการร่วมกับกระทรวงการคลัง ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และสหกรณ์การเกษตร (สกต.)
กรมวิชาการเกษตรและกรมพัฒนาที่ดินจะทำหน้าที่ให้ข้อมูลสูตร “แม่ปุ๋ย” ที่เหมาะสมกับสภาพดินในแต่ละพื้นที่ ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ประสานผู้ประกอบการในการจัดหาแม่ปุ๋ย และส่งต่อให้สหกรณ์การเกษตรนำไปจำหน่ายให้เกษตรกรในแต่ละชุมชน
เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการสามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้จาก ธ.ก.ส. โดยได้รับอัตราดอกเบี้ยในระดับครึ่งหนึ่งของอัตราปกติ เพื่อวิเคราะห์ความต้องการปุ๋ยในแต่ละพื้นที่และลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า
อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดด้านปุ๋ยยูเรียที่ต้องพึ่งพาการนำเข้า โดยมีเรือขนส่งอย่างน้อย 5 ลำติดค้างบริเวณช่องแคบฮอร์มุส ซึ่งนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อยู่ระหว่างการติดตามการปล่อยเรือดังกล่าว
ผู้ประกอบการและสมาคมปุ๋ยได้เร่งหาแหล่งนำเข้าทดแทนจากมาเลเซียและบรูไน ส่งผลให้สถานการณ์ปริมาณปุ๋ยเปลี่ยนแปลงจากเดิมที่คาดว่าจะเพียงพอถึงเดือนสิงหาคม เหลือเพียงเดือนพฤษภาคม
เพื่อบรรเทาผลกระทบจากต้นทุนแม่ปุ๋ยยูเรียที่ปรับตัวสูงขึ้น กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินโครงการ “ปุ๋ยธงเขียวพลัส” โดยเพิ่มการสนับสนุนจาก 200 บาท เป็น 300 บาทต่อกระสอบ จำนวน 5 กระสอบ และเพิ่มค่าซื้อเคมีเกษตร 50 บาท รวมเป็น 1,550 บาทต่อครัวเรือน
สำหรับเกษตรกรที่มีเล่มทะเบียนเกษตรกร (เล่มเขียว) และบัตรดินดี จะได้รับสิทธิเพิ่มเป็น 6 กระสอบ พร้อมคูปองปุ๋ยอินทรีย์ 250 บาท รวมสิทธิประโยชน์สูงสุด 2,100 บาทต่อครัวเรือน
นอกจากนี้ ยังได้รับความร่วมมือจากผู้ผลิตปุ๋ยในการลดราคาหน้าโรงงานกระสอบละ 50 บาท เป้าหมาย 10 ล้านกระสอบ ผ่านสถาบันเกษตรกรทั่วประเทศ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระต้นทุนให้เกษตรกร
มาตรการอื่นๆ เพื่อดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบางและพื้นที่ห่างไกล
กระทรวงพาณิชย์ยังได้บูรณาการความร่วมมือกับหลายหน่วยงาน เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงกลาโหม กระทรวงยุติธรรม และกระทรวงพลังงาน ในการจัดตลาดนัดกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงใช้พื้นที่สถานีบริการน้ำมันเป็นจุดจำหน่ายสินค้าเกษตรและสินค้าชุมชน
สำหรับพื้นที่ห่างไกลที่เข้าถึงยาก จะใช้โครงการ “ธงฟ้าเคลื่อนที่” และเปิดรับ “รถพุ่มพวง” ซึ่งปัจจุบันมีอยู่กว่า 2,000 คัน และเปิดรับเพิ่มเป็น 5,000 คัน โดยสนับสนุนค่าน้ำมันและให้ลงทะเบียนรับสินค้าไปจำหน่ายต่อ
นอกจากนี้ ยังมีโครงการธงฟ้ากว่า 500 จุดทั่วประเทศ และการจัดจำหน่ายสินค้าด้านการศึกษา เช่น ชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียน ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ เปิดจุดจำหน่ายกว่า 1,000 แห่ง เพื่อช่วยลดภาระผู้ปกครองก่อนเปิดภาคเรียนในเดือนพฤษภาคม
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบราคาปุ๋ยกว่า 1,000 แห่ง พบผู้กระทำผิด 48 ราย อยู่ระหว่างดำเนินการตามกฎหมาย และขอความร่วมมือประชาชนหากพบการกระทำความผิดให้แจ้งมาที่จังหวัด ส่วนกลาง หรือสายด่วน 1569



