เพื่อไทยเปิดตัวนวัตกรรม 'ห้องปลอดฝุ่น' ต้นทุน 3,600 บาท ช่วยกลุ่มเปราะบางภาคเหนือ ก่อนตัดหน้าอนุทิน
การขึ้นพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ของนายยศชนันท์ วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย ได้เปิดตัวและเดินเครื่องติดตั้ง "ห้องปลอดฝุ่นครบวงจร" (Dust-Free Room) ซึ่งเป็นนวัตกรรมงานวิจัยฝีมือคนไทยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ด้วยต้นทุนเพียง 3,600 บาทต่อหน่วย โดยนำร่องช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางจำนวน 83 แห่ง ใน 8 จังหวัดภาคเหนือ ถือเป็นผลงานที่เป็นรูปธรรมครั้งแรกของนายยศชนันท์ หากไม่นับนโยบายเร่งด่วน 3 เรื่องที่เป็นนามธรรมของกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
การตัดหน้าผู้นำรัฐบาลในวาระสำคัญ
การลงพื้นที่ในครั้งนี้ยังเป็นการ "ตัดหน้า" นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งมีกำหนดพาคณะลงพื้นที่เชียงใหม่ เพื่อรับฟังปัญหาหมอกควันไฟป่าและ PM2.5 ในวันเดียวกัน (20 เมษายน) แม้นายยศชนันท์จะมีบุคลิกของคนรุ่นใหม่ เป็นนักวิชาการและนักวิจัยที่หลายภาคส่วนให้การยอมรับตั้งแต่ครั้งเปิดตัวเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย แต่ยังไม่อาจเทียบบารมีและความช่ำชองทางการเมืองของพรรคภูมิใจไทยได้
ในศึกเลือกตั้งที่ผ่านมา การได้รับเลือกเข้าร่วมรัฐบาลจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดและจำเป็นสำหรับพรรคเพื่อไทยในช่วงสถานการณ์เพลี่ยงพล้ำ แต่ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายอย่างแน่นอน จึงได้เห็นการปรับทัพอีกครั้ง ซึ่งมีความสำคัญต่อพรรคค่ายสีแดงอย่างมาก สำหรับเป้าหมายสร้างผลงานและยกระดับด้านการศึกษาของประเทศ เพราะหากทำได้ จะช่วยเพิ่มคะแนนนิยมได้มากกว่าที่เป็นอยู่
การขับเคลื่อนผลงานผ่านกลไกรัฐบาลและพรรค
ภายใต้ตัวช่วยสำคัญอย่างนายยศชนันท์ และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ยังปักหลักช่วยงานอยู่ที่พรรค ขณะที่งานในภาคเกษตรฯ ที่พรรคบริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ สามารถสร้างผลงานและเรียกคะแนนนิยมให้พรรคได้ จึงได้เห็นนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เกาะกระแสปัญหาปุ๋ยขาดแคลนทันที
โดยมีการเจรจาปิดดีลซื้อปุ๋ยยูเรียจากรัสเซีย 2 ล้านตัน ในราคาต่ำกว่าตลาดโลก และเตรียมส่งมอบล็อตแรก 2.5 แสนตัน ในเดือนกรกฎาคมนี้ อย่างไรก็ตาม การจะหวังสร้างผลงานผ่านการขับเคลื่อนในรัฐบาลเพียงอย่างเดียวคงไม่พอ ประกอบกับจุดเด่นของพรรคตั้งแต่สมัยพรรคไทยรักไทย ที่นายทักษิณ ชินวัตร นำมาใช้ คือการแก้ปัญหาเศรษฐกิจระดับฐานราก
การเตรียมปรับทัพครั้งใหญ่ดึงคนรุ่นใหม่
ในช่วงนั้นมีการจัดงานลักษณะ "อีเวนต์" จำนวนมาก เพื่อชูเป็นแนวทางแก้ปัญหาความยากจน แนวทางที่เชื่อว่าพรรคเพื่อไทยจะนำมาใช้ควบคู่กัน คือการขับเคลื่อนในส่วนของพรรค เพื่อต่อยอดสร้างผลงาน จึงเป็นที่มาของการเตรียมปรับทัพครั้งใหญ่ ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 เพื่อปรับภาพลักษณ์เป็นพรรคของคนรุ่นใหม่ มีวิสัยทัศน์
โดยระดมคนรุ่นเจนวาย (Gen Y) และเจนซี (Gen Z) เข้ามาเป็นกลไกสำคัญในพรรค ในตำแหน่งกรรมการบริหารพรรค แทนคนรุ่นเก่าที่ถึงเวลาต้องปรับเปลี่ยน แนวทางนี้ยังช่วยแก้ปัญหา "คนอกหัก" จากการพลาดตำแหน่งรัฐมนตรี ซึ่งมีจำนวนจำกัดไปพร้อมกันด้วย จึงมีชื่อ น.ส.จิราพร สินธุไพร สส.ร้อยเอ็ด ที่เคยมีผลงานอภิปรายกรณีเหมืองทองอัคราในรัฐบาล "ลุงตู่"
รวมถึง น.ส.ณัฐธิดา เทพสุทิน สส.ทายาทบ้านใหญ่ จ.สุโขทัย และ น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล สส.ทายาทบ้านใหญ่โรงแป้งมัน จ.นครราชสีมา เป็นแคนดิเดตรองหัวหน้าพรรค ดูแลระดับภาค อีกหนึ่งชื่อคือ นางมนพร เจริญศรี บ้านใหญ่ จ.นครพนม ที่พลาดหวังจากตำแหน่งรัฐมนตรีและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร
การรักษาฐานเสียงและบทบาทของนายทักษิณ
ในระดับรองเลขาธิการพรรค มีชื่อ นายธนรัช จงสุทธานามณี สส.ทายาทบ้านใหญ่ จ.เชียงราย รวมถึงบุคคลอื่น ๆ ซึ่งจะช่วย "เซฟ" และรักษาฐาน “บ้านใหญ่” เหล่านี้ให้อยู่กับพรรคเพื่อไทยต่อไป การปรับทัพครั้งใหญ่จะเกิดขึ้นก่อนที่นายทักษิณ ชินวัตร ผู้นำทางจิตวิญญาณ จะเข้าเกณฑ์พักโทษและออกจากเรือนจำกลางคลองเปรม ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2569
ท่ามกลางความยินดี และการเตรียมต้อนรับของมวลชนเสื้อแดงที่ยังคงสนับสนุน โดยก่อนหน้านี้มีการไปรวมตัวให้กำลังใจที่หน้าเรือนจำทุกวันอาทิตย์ รวมถึงในวันที่เปิดให้ญาติและทนายความเข้าเยี่ยมในวันจันทร์และวันพฤหัสบดี ที่ผ่านมา แม้นายทักษิณจะไม่เคยยุติบทบาทเชื่อมโยงกับพรรค และถูกวิจารณ์เรื่องการแทรกแซง
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า การช่วยหาเสียงทั้งในระดับ อบจ. และการเลือกตั้ง สส. ทำให้ผู้สมัครของพรรคเพื่อไทยสามารถชนะการเลือกตั้งในหลายพื้นที่ รวมถึงตำแหน่งนายก อบจ.เชียงใหม่ ฉะนั้น ในสถานการณ์ที่พรรคภูมิใจไทยกำลังเติบโต พรรคเพื่อไทยจำเป็นต้องทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาสถานะของพรรคเอาไว้ และยังคาดหวังจะกลับมาเป็นพรรคยอดนิยมอีกครั้ง
จึงเชื่อกันว่า หลังพ้นโทษ นายทักษิณจะยังคงมีบทบาทอยู่ "หลังฉาก" ขณะที่ "ฉากหน้า" จะเป็นการขับเคลื่อนพรรคผ่านคนรุ่นใหม่ พร้อมรอจังหวะความผิดพลาดของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งถือเป็นคู่แข่งสำคัญทางการเมืองในปัจจุบัน



