ครม. ไฟเขียวตั้งกองทุนสงเคราะห์-ฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย แก้กฎหมายลดขั้นตอนเยียวยา
ครม. ตั้งกองทุนสงเคราะห์-ฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย

ครม. เห็นชอบจัดตั้งกองทุนสงเคราะห์-ฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย แก้กฎหมายลดขั้นตอนเยียวยา

คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบการจัดตั้ง "กองทุนเพื่อการสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย" ขึ้นในกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยมีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 เพื่อให้การช่วยเหลือและเยียวยาผู้ประสบภัยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่องมากขึ้น

แก้ไขกฎหมายหลักเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การดำเนินการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดข้อจำกัดด้านงบประมาณและขั้นตอนการเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือ ซึ่งในอดีตมักทำให้การเยียวยาล่าช้า พระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นกฎหมายหลักที่ใช้มานานกว่า 18 ปี และถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการกำหนดบทบาทของรัฐในการจัดการสาธารณภัย แต่เนื่องจากภัยพิบัติในปัจจุบันเกิดถี่และรุนแรงขึ้น จึงจำเป็นต้องมีการปรับปรุงกลไกให้เหมาะสม

ตั้งแต่ปี 2546 ถึง 2569 รัฐใช้งบประมาณช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติรวมประมาณ 1.23 แสนล้านบาท โดยมีค่าเฉลี่ยปีละ 5.3 พันล้านบาท และในปี 2569 ใช้งบสูงถึง 2.5 หมื่นล้านบาท การจัดตั้งกองทุนนี้จะทำให้มีแหล่งเงินที่แน่นอนสำหรับการสงเคราะห์ ช่วยเหลือเยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย ซึ่งจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและลดขั้นตอนกระบวนการในการเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือ

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

หลักประกันความต่อเนื่องด้านการคลัง

การจัดตั้งกองทุนดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา โดยมุ่งพัฒนาระบบการดูแลประชาชนเมื่อเกิดภัยพิบัติให้ครอบคลุมทุกครัวเรือน กลไกการบริหารจัดการได้รับการออกแบบให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศ คำนึงถึงความยั่งยืนทางการคลัง และสามารถให้ความคุ้มครองและเยียวยาผลกระทบได้อย่างรวดเร็วและเป็นธรรม

"การดำเนินการนี้จะเป็นหลักประกันความต่อเนื่องด้านการคลัง และช่วยให้การช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น" นางสาวรัชดากล่าวเสริม

โดยสรุป การแก้ไขกฎหมายและจัดตั้งกองทุนนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการปรับปรุงระบบการจัดการสาธารณภัยของประเทศ เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ภัยพิบัติที่เปลี่ยนแปลงไปและเพิ่มขีดความสามารถในการช่วยเหลือประชาชนได้ทันท่วงที