นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงที่อาคารรัฐสภาหลังตั้งกระทู้สดประเด็นปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชน ระบุว่า หลังจากฟังคำชี้แจงจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน บางเรื่องมีคำตอบชัดเจน แต่บางเรื่องยังไม่มีคำตอบที่น่าพอใจ
ปัญหาพลังงานและราคาน้ำมัน
นายกรณ์กล่าวถึงปัญหาพลังงานราคาน้ำมัน โดยระบุว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) เพื่อศึกษาว่ากระบวนการกำหนดราคาน้ำมัน ทั้งค่าการกลั่นและค่าการตลาด และสูตรอื่นที่ใช้อยู่ปัจจุบันเป็นธรรมต่อประชาชนหรือไม่ ระหว่างที่ตั้งคณะกรรมการชุดนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานตอบกระทู้และแสดงความเห็นว่าการกำหนดค่าการกลั่นในปัจจุบันของโรงกลั่นไม่เป็นธรรมต่อประชาชน จึงเสนอให้ลดค่าการกลั่นลง 2 บาทตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม และประกาศในสภาฯ ว่าจะลดลงเป็น 5 บาท
“ข้อเท็จจริงตามสูตรการคำนวณที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานกล่าวถึง ส่วนลดไม่ใช่แค่ 2 บาท แต่ต้องลิตรละ 8.50 บาท ที่อ้างว่าได้ช่วยเหลือประชาชนตลอดที่ผ่านมา แท้จริงแล้วยังเป็นส่วนลดที่ต่ำเกินไปมาก” นายกรณ์กล่าว
นอกจากนี้ นายกรณ์ยังตั้งคำถามถึงกำไรส่วนเกินที่โรงกลั่นได้รับไปแล้วหลายหมื่นล้านบาทในช่วงเกือบ 2 เดือน ว่ารัฐบาลจะมีกลไกนำกำไรส่วนเกินนั้นกลับคืนมาให้ประชาชนได้อย่างไร พร้อมย้ำว่าวันนี้ชัดเจนแล้วว่ากำไรส่วนเกินที่พูดถึงไม่ใช่สิ่งที่คิดขึ้นมาเอง แต่กระทรวงพลังงานยอมรับแล้วว่ามีกำไรส่วนเกินเกิดขึ้นจริง เมื่อรัฐบาลรับรู้แล้วว่ามีกำไรส่วนเกินตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลมีหน้าที่เก็บกำไรส่วนเกินนั้นกลับคืนมาให้ประชาชนผู้เสียประโยชน์
ข้อสงสัยต่อการทำงานของ คตร.
นายกรณ์ยังตั้งคำถามถึงการทำงานของ คตร. ว่ามีข้อสรุปอย่างไรเกี่ยวกับสูตรการคำนวณราคาน้ำมันใหม่ ซึ่งเท่าที่ฟังมาและตีความว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงสูตรการคำนวณค่าการกลั่นเลย ยังใช้สูตรเดิม แต่ปัญหาที่ฝากไว้คือ เมื่อวิกฤติคลี่คลายลง ส่วนลดพิเศษที่กระทรวงพลังงานเจรจากับโรงกลั่นจะหายไป ระบบกำหนดราคาค่าการกลั่นจะกลับไปอิงราคาสิงคโปร์เหมือนเดิม หากเกิดวิกฤติอีกก็จะเจอปัญหาแบบเดิมเหมือนปี 2564-2565
“ผลการทำงานของ คตร. ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ ควรมีข้อสรุปที่ชัดเจนให้ประชาชนทราบว่า จากการเช็กต้นทุนโครงสร้างการคำนวณราคาใหม่ที่เป็นธรรมมากกว่าสำหรับประชาชน ควรต้องใช้ระบบอะไร วันนี้ยังเห็นความเกรงใจนายทุนใหญ่ เมื่อเทียบกับความเป็นห่วงผลประโยชน์ของประชาชน” นายกรณ์กล่าว
พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท
ส่วนเรื่องที่สองคือสถานการณ์คลัง ที่รัฐบาลเตรียมออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน นายกรณ์มองว่าเป็นแผนพิสดารและถูกเปิดเผยกับสื่อมวลชนโดยรองนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบเรื่องกฎหมาย ที่ยอมรับว่ากระทรวงการคลังไม่รับรู้เรื่องนี้เลย ไม่ได้มีการมาปรึกษา และยังพูดเพิ่มเติมว่าวันนี้ยังไม่มีความจำเป็นที่จะออก พ.ร.ก.กู้เงิน
“ผมเห็นว่าการที่มีผู้มีอำนาจอยู่ในรัฐบาล และเชื่อว่านายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ก็ไม่ได้คิดเรื่องนี้เองแน่นอน แต่มีผู้มีอำนาจในรัฐบาลข้ามหัวกระทรวงการคลัง สั่งให้ฝ่ายกฎหมายเตรียมตัวในเรื่องที่ใหญ่มากที่มีผลกระทบกับสถานะการคลังของประเทศและเงินของประชาชนอย่างมากถึง 500,000 ล้านบาท โดยไม่ได้ปรึกษากับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหรือบุคลากรในกระทรวง” นายกรณ์กล่าว
ข้อกังวลเรื่องการกู้เงิน
นายกรณ์ระบุว่า ตนเป็นห่วงเพราะทุกรัฐบาลไม่มีรัฐบาลไหนรู้สึกว่าเงินพอใช้ และไม่มียุคไหนที่จะไม่มีประชาชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเดือดร้อน หากรัฐบาลมีความตั้งใจ โดยธรรมชาติของการเป็นนักการเมืองแล้วอยากมีเงินใช้มากขึ้นแล้วมาอ้างเอาความเดือดร้อนของประชาชน ซึ่งขัดต่อหลักกฎหมายในรัฐธรรมนูญมาตรา 172 ที่ระบุชัดว่านอกเหนือจากการขาดดุลงบประมาณประจำปีปกติแล้ว รัฐบาลสามารถกู้เพิ่มเติมได้ แต่ต้องเป็นกรณีฉุกเฉินจำเป็น
“ผมตั้งคำถามกับนายเอกนิติ ว่าสถานการณ์ปัจจุบันเป็นสถานการณ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แล้วจริงหรือ ที่นายเอกนิติอ้างว่าปี 2552 ปี 2563 ก็มีการออก พ.ร.ก. ซึ่งผมไม่ได้ปฏิเสธเพราะปี 2552 เราทำมาด้วยกัน และปี 2563 เกิดสถานการณ์โควิด-19 แต่ปีนี้จีดีพีทั้งปีคาดว่าจะเติบโตได้หนึ่งเปอร์เซ็นต์ครึ่ง จึงถามว่ามันเข้าเกณฑ์แล้ว และในอนาคตอาจจะมีเหตุการณ์วิกฤติกว่านี้ เราเก็บกระสุนไว้ใช้ในยามที่ประเทศชาติไม่มีทางเลือกอื่นไม่ดีกว่าหรือ” นายกรณ์กล่าวทิ้งท้าย



