นับถอยหลัง 1 สัปดาห์ 'ทักษิณ' สู่อิสรภาพ กลับบ้านจันทร์ส่องหล้า ติดกำไลอีเอ็ม 4 เดือน
นับถอยหลัง 'ทักษิณ' สู่อิสรภาพ กลับบ้านจันทร์ส่องหล้า ติดกำไลอีเอ็ม

นับถอยหลังอีกเพียงสัปดาห์เดียว "ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี จะกลับคืนสู่อิสรภาพได้กลับไปอยู่ "บ้านจันทร์ส่องหล้า" เช่นเดิม แม้ว่าจะต้องติดกำไลอิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (อีเอ็ม) อีก 4 เดือนเต็มๆ และยังไม่สามารถเดินทางไปต่างจังหวัดได้ "ยกเว้น" ต้องได้รับอนุญาตจากกรมคุมประพฤติ ส่วนการเดินทางไปต่างประเทศ ถือว่า "ปิดล็อก" ชั่วคราว จนกว่าจะพ้นสถานะ "ผู้ได้รับการพักโทษ" ในวันที่ 9 กันยายน 2569

กำหนดการและเงื่อนไขการพักโทษ

วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 หลังออกจากเรือนจำตามหลักเกณฑ์พักโทษ "ทักษิณ" สามารถเดินทางกลับบ้านพักตามที่ผู้อุปการะแจ้งไว้ได้ทันที แต่ภายใน 3 วันจะต้องเข้าไปติดกำไลอีเอ็มที่สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 ซึ่งตั้งอยู่ถนนวังหลัง แขวงบ้านช่างหล่อ เขตบางกอกน้อย และต้องรายงานตัวเดือนละ 1 ครั้ง จนกว่าจะครบระยะเวลากำหนด

เงื่อนไขสำคัญสำหรับผู้ที่รับการพักโทษที่ต้องใส่กำไลอีเอ็ม คือ ไม่สามารถเดินทางตามที่ต้องการ และต้องอยู่ภายในพื้นที่ควบคุม เนื่องจากผู้ที่ได้รับการพักโทษไม่ได้แปลว่า "พ้นโทษ" ดังนั้นหากมีการตัดทำลาย หรือออกนอกพื้นที่จะมีสัญญาณขึ้นที่ "ศูนย์ควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว" (EMCC) ซึ่งจะติดตามข้อมูลแบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ข้อสังเกตจากทนายความ

ก่อนหน้านี้ "วิญญัติ ชาติมนตรี" ทนายของอดีตนายกฯ ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตด้านความเหมาะสมในการติดกำไลอีเอ็มให้ "ทักษิณ" เนื่องจากเคยเป็นอดีตนายกฯ สร้างคุณูปการมากมาย เป็นผู้สูงอายุ มีโรคประจำตัว ไม่มีพฤติการณ์หลบหนี และอาจกระทบศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แต่ที่สุดก็พร้อมรับมติ

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

อย่างไรก็ตาม มีรายงานจากกรมราชทัณฑ์ ระบุว่า ช่วงเช้าตรู่วันที่ 11 พฤษภาคมนี้ ได้รับการประสานจากพรรคเพื่อไทยว่า จะมีแฟนคลับของพรรคเพื่อไทย และแกนนำเสื้อแดงในหลายพื้นที่จะนำมวลชนมาให้กำลังใจอดีตนายกฯ ด้วย

ผลกระทบต่อพรรคเพื่อไทย

ในทางการเมือง หากดูผลการเลือกตั้งปี 2569 "เพื่อไทย" กลายเป็นพรรคต่ำร้อย ได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งเขตและบัญชีรายชื่อ จำนวน 74 คน กลายเป็นพรรคอันดับ 2 แม้จะได้เข้าร่วมรัฐบาล ในข้อเท็จจริงสะท้อนให้เห็นว่าความนิยมของประชาชนส่วนใหญ่ที่มีต่อ "ทักษิณ" ตกยุคไปแล้วก็จริง แต่ก็ยังถือเป็นผู้มีบารมีเหนือพรรคเพื่อไทย

จากโควตาเก้าอี้รัฐมนตรีของค่ายแดงที่ "แพทองธาร ชินวัตร" อดีตนายกฯ ในฐานะตัวแทนตระกูลชินวัตรเป็นผู้เคาะตำแหน่งเก้าอี้เสนาบดีในกระทรวงหลักๆ ฐานทัพสำคัญ โดยเฉพาะตำแหน่งโควตาภาครอบนี้ บ้านใหญ่โคราช "ประเสริฐ จันทรรวงทอง" นั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ส่วนบ้านใหญ่แป้งมัน "นิกร โสมกลาง" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และบ้านใหญ่แดงอุดร "วัชระพล ขาวขำ" รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นอกจากนี้ ยังพยายามปั้น "ดร.เชน" ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นตัวคนรุ่นใหม่ให้นักการเมืองในดวงใจคนอีสาน ดังเห็นจากหลังประชุมใหญ่จัดทัพพรรคเพื่อไทยปี 2569 ได้ควงคู่ "จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ลงพื้นที่เมืองหลวงเสื้อแดง "อุดรธานี" เมื่อวันที่ 25 เมษายนที่ผ่านมา

กลยุทธ์ทวงคืนพื้นที่อีสาน

การเดินทางลงอีสาน หลัง "เพื่อไทย" แพ้ราบคาบในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว จากอดีตที่เคยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 133 ที่นั่งในยุคเฟื่องฟู แต่ปัจจุบันเหลือสส.อีสาน 43 คน ทำให้พรรคฯ ต้องปรับกลยุทธ์การขายใหม่ โดยผลัก "ยศชนัน" หลานชายอดีตนายกทักษิณไปอยู่หน้าแนว หวังทวงคืนดินแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

โดยหลังพ้นเรือนจำ "ทักษิณ" ผู้นำจิตวิญญาณของค่ายแดง นับจากนี้อาจจะต้อง "ปรับโหมดการเมือง" ในฐานะผู้อยู่เบื้องหลัง ด้วยว่า "ทักษิณ" ยังมีคดีความต่อเนื่องจากกรณีชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ขณะที่ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี ยังมีกรณีศาลปกครองสูงมีคำสั่งเมื่อเดือนพฤษภาคม 2568 ให้ชดใช้ค่าเสียหายเฉพาะส่วนของการระบายข้าว 50% ของมูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท เป็นเงินจำนวน 10,028,861,880 บาท ในคดีจำนำข้าว ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีกำหนดการเดินทางกลับประเทศไทย

คดีคงค้างของตระกูลชินวัตร

และคดีของ "แพทองธาร ชินวัตร" ซึ่งอีก 2 คดี กรณีคลิปเสียงลุง-หลาน ซึ่งสมาชิกวุฒิสภาเข้าชื่อร้องเรียนว่าการกระทำของนางสาวแพทองธาร ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ซึ่งคดีดังกล่าว ป.ป.ช. ต้องขอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาประกอบ ซึ่งวินิจฉัยอย่างชัดเจนว่าการกระทำของนางสาวแพทองธาร ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร

ดังนั้นการที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะวินิจฉัยให้เป็นผลตรงกันข้ามกับศาลรัฐธรรมนูญ อาจเป็นไปได้ยาก ยกเว้นจะมีคำอธิบายหรือเหตุผลที่ชัดเจน และหากคณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นว่านางสาวแพทองธาร มีการกระทำฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง จะต้องส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิพากษา ซึ่งที่ผ่านมาถ้าศาลฎีกาเห็นว่ามีความผิด อาจถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต

นอกจากนี้ ยังมีคดีที่กลุ่มอดีตสมาชิกวุฒิสภานายสมชาย แสวงการ ยื่นเรื่องต่อกองบัญชาการสอบสวนกลางให้สอบสวนนางสาวแพทองธาร ปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และข้อหาความมั่นคง ซึ่งที่ผ่านมากองบัญชาการสอบสวนกลางได้ส่งเรื่องต่อให้ ป.ป.ช. ไต่สวนแล้ว

บทสรุป

ดังนั้นการนับถอยหลังรอการคืนสู่ "อิสรภาพ" ของอดีตนายกฯ ในการพลิกฟื้นคืนชีพ Backup "เพื่อไทย" ให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง คงไม่ง่าย ท่ามกลาง "คดีใหญ่คงค้าง" ที่ยังเหลืออยู่ของคนในตระกูล ทั้ง "ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์-แพทองธาร" ไม่ว่าจะ "ถอย" หรือ "สู้ต่อ" อาจไม่ง่ายเหมือนเช่นเคย