นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงกรณีที่ดุลงบประมาณประจำปี 2568 มีรายรับสูงกว่ารายจ่ายตามงบประมาณเป็นจำนวนเงินกว่า 5,000 ล้านบาทว่า เวลาที่กรุงเทพมหานครตั้งงบประมาณ จะตั้งงบประมาณสมดุลคือรายรับกับรายจ่ายเท่ากัน โดยจะประมาณการรายรับก่อนรายจ่ายและทำให้เท่ากัน เพราะไม่ต้องการกู้หนี้ เมื่อหารายได้มากกว่าที่คาดการณ์ไว้และประหยัดค่าใช้จ่าย ก็จะเกิดส่วนต่างขึ้น
รายละเอียดงบประมาณส่วนเกิน
นายชัชชาติยกตัวอย่างปี 2568 ที่มีงบประมาณเกินกว่า 5,000 ล้านบาท และเชื่อว่าในอดีตก็เคยมีมาแล้ว แต่ช่วงโควิด-19 อาจลดลงเพราะรายได้น้อย ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา สิ่งที่พยายามคือให้มีเงินเหลือมากที่สุด เพราะรู้ว่ามีเงินที่ต้องเอาไปจ่ายหนี้บีทีเอส ซึ่งไม่ได้มาจากงบประมาณปกติ แต่เป็นเงินสะสมจ่ายขาดที่สะสมต่อเนื่องมาหลายสิบปี นำไปจ่ายกว่า 60,000 ล้านบาท
การบริหารเงินสะสม
ในอนาคตหากเงินตรงนี้หมดไป ผู้บริหารชุดใหม่เข้ามาก็จะไม่มีเงินไว้สำหรับกรณีฉุกเฉิน จึงพยายามบริหารให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เพื่อให้เกิดช่องว่าง และเงินที่ไม่ได้ใช้ก็จะไหลลงตุ่มไป หากมีเรื่องฉุกเฉินก็เอาก้อนนี้มาใช้ได้
นายชัชชาติกล่าวว่าไม่ได้เคลมว่าตนเองทำ แต่ในอดีตก็มีงบประมาณทั้งบวกทั้งลบ จึงให้นโยบายให้หารายได้ให้มากที่สุด พยายามประหยัดค่าใช้จ่าย ประมูลให้ได้ถูกที่สุด ส่วนต่างคืออาจประมูลได้ถูกลง และเก็บรายได้ได้มากกว่าที่ประมาณไว้
ตอบโต้ข้อกล่าวหา
ส่วนที่นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีตโฆษกกรุงเทพมหานคร ระบุว่ากรุงเทพมหานครใช้เงินสะสมตั้งแต่ยุคพล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง อดีตผู้ว่าฯ กทม. ในการจ่ายหนี้บีทีเอส นายชัชชาติระบุว่าตนเองไม่ได้บอกว่าเงินนี้ตนเองทำเอง แต่เป็นเงินที่สะสมมาต่อเนื่อง แต่ที่ผ่านมาต้องพยายามหาเงินเติมตุ่ม ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นก็เกิดขึ้นสมัยก่อนที่เราจะมา เป็นผลงานที่ผ่านมาที่สะสมมาก่อน เขาพูดถูกต้องแล้ว



