‘ปกรณ์’ ยันเหตุผลรับรองนายกฯ ‘ครม.อนุทิน 2’ ไม่สังกัดพรรค-ไม่ยุ่งคดีฮั้ว สว.
ปกรณ์ ยันเหตุผลรับรองนายกฯ ไม่สังกัดพรรค-ไม่ยุ่งคดีฮั้ว สว.

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงเหตุผลการตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาลชุดใหม่ หรือ "ครม.อนุทิน 2" อย่างเป็นทางการ โดยยืนยันว่าการตัดสินใจครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสนองงานเพื่อประเทศชาติเป็นหลัก ไม่ได้มีเจตนาเพื่อสนองการเมืองแต่อย่างใด พร้อมวางเป้าหมายสำคัญในการผลักดันกฎหมายไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

เหตุผลการตัดสินใจรับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี

นายปกรณ์ ระบุว่า หลังจากที่มีข่าวว่า นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ แสดงความประสงค์ไม่รับตำแหน่งในรัฐบาลชุดนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มาทาบทามตนให้มาช่วยทำงาน โดยยอมรับว่าเมื่อถูกทาบทาม ตนคิดหนักอย่างมาก เนื่องจากเป็นข้าราชการประจำมาแล้วกว่า 30 ปี มีอายุราชการเหลืออีกเพียง 4 ปี และดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกามาเป็นเวลา 6 ปี ซึ่งตำแหน่งดังกล่าวไม่ได้มีการกำหนดวาระที่ชัดเจน

ในช่วงแรก ตนได้ยืนยันกับนายกรัฐมนตรีว่า ขอช่วยเหลือในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาเท่านั้น แต่ได้รับคำตอบกลับจากนายกรัฐมนตรีว่า ควรมาช่วยลงมือทำและผลักดันงานต่าง ๆ ที่ยังคงต้องขับเคลื่อนอีกหลายอย่างอย่างจริงจัง

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ยืนยันไม่สังกัดพรรคการเมือง

นายปกรณ์ เน้นย้ำว่า ตนได้ยืนยันกับนายกรัฐมนตรีอย่างชัดเจนว่า ไม่ขอเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใด ๆ และในปัจจุบันก็ยังไม่ได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยด้วย เนื่องจากส่วนตัวไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับการเมืองในเชิงพรรคพวก จึงตัดสินใจเข้ามาเป็นข้าราชการการเมืองเพียงอย่างเดียว

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

"ผมขอเป็นข้าราชการการเมือง ไม่ได้เป็นนักการเมือง ไม่สังกัดพรรค" นายปกรณ์ กล่าว พร้อมอธิบายเพิ่มเติมว่า การเป็นข้าราชการการเมืองหมายถึงการเป็นข้าราชการประเภทหนึ่งที่แต่งตั้งโดยฝ่ายการเมือง และทำหน้าที่ผลักดันงานเหมือนข้าราชการทั่วไป แต่จะมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและทิศทางการบริหารราชการแผ่นดินมากขึ้น แทนที่จะทำตามคำสั่งฝ่ายการเมืองหรือนโยบายอย่างเดียว

เป้าหมายสำคัญในการทำงาน

นายปกรณ์ เปิดเผยว่า สิ่งที่ตั้งใจอยากจะทำอย่างจริงจังในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีคือ การพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) ให้สำเร็จลุล่วง เพราะโครงการเหล่านี้จะช่วยผลักดันโครงสร้างพื้นฐานด้านกฎหมายของประเทศให้อยู่ในระดับสากลและเป็นที่ยอมรับมากขึ้น ส่งผลให้ประเทศไทยอยู่ใน "เรดาร์โลก" อย่างแท้จริง

สำหรับหลักการทำงานด้านกฎหมายในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีนั้น นายปกรณ์ ระบุว่า ตนยังคงยึดแนวทางเดิม และตั้งใจผลักดันงานที่ยังค้างอยู่ รวมถึงดูแลด้านกฎหมายของรัฐบาลให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลอย่างเคร่งครัด "ไม่ใช่นึกอยากจะเขียนอะไรก็เขียน หรืออยากเสนออะไรก็เสนอ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกหลักการ แต่ก็จะพยายามทำอย่างเต็มที่" เขากล่าวเสริม

ไม่ยุ่งเกี่ยวกับคดีฮั้ว สว. และคดีการเมือง

นายปกรณ์ กล่าวถึงกรณีการทำงานต่อในเรื่องคดีฮั้วเลือก สว. คดีเขากระโดง หรือคดีที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายการเมืองสีน้ำเงินว่า เรื่องเหล่านี้อยู่ในกระบวนการยุติธรรมอยู่แล้ว รัฐบาลไม่สามารถแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมได้อย่างเด็ดขาด

"แม้กระทั่งตอนที่เป็นข้าราชการประจำ ตนก็ไม่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม และหน้าที่ของตนไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องคดีใด ๆ" นายปกรณ์ กล่าวย้ำ พร้อมเน้นว่า ตนจะมุ่งเน้นการทำงานเพื่อประเทศชาติเป็นหลัก โดยไม่ให้การเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง

นายปกรณ์ สรุปท้ายว่า "ผมสนองอย่างเดียวคือประเทศชาติ ผมไม่ได้สนองการเมืองเพราะเป็นนักการเมือง ผมเป็นข้าราชการการเมือง ซึ่งเป็นข้าราชการประเภทหนึ่งที่แต่งตั้งโดยฝ่ายการเมือง และทำหน้าที่เหมือนข้าราชการในการผลักดันงาน แต่จะมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและทิศทางการบริหารราชการแผ่นดิน แทนที่จะทำตามคำสั่งฝ่ายการเมืองหรือนโยบายอย่างเดียว คราวนี้ก็จะมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและทิศทางต่าง ๆ แต่ยืนยันว่า ผมไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมือง และไม่มีใบสั่ง ผมยังคงเป็นผม"