รมว.ดีอีเผยแผนดึง DGA กลับสังกัด พร้อมเจรจาแพลตฟอร์มต่างชาติลดค่า GP-เก็บภาษี
รมว.ดีอีเผยแผนดึง DGA กลับสังกัด เจรจาแพลตฟอร์มต่างชาติ

รมว.ดีอีเผยแผนดึง DGA กลับสังกัด พร้อมเจรจาแพลตฟอร์มต่างชาติลดค่า GP-เก็บภาษี

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้แถลงนโยบายขับเคลื่อนกระทรวงดีอีอย่างเป็นทางการในวันที่ 16 เมษายน 2569 โดยเน้นย้ำถึงความมั่นใจในการดึงสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ DGA ซึ่งปัจจุบันอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรี ให้กลับมาอยู่ในสังกัดกระทรวงดีอีอีกครั้ง

รมว.ดีอีเปิดเผยว่า ขั้นตอนการโอนย้าย DGA กำลังดำเนินการอย่างต่อเนื่องและคาดว่าจะแล้วเสร็จในเร็ววัน โดยเชื่อว่าจะไม่พบอุปสรรคใดๆ กับนายกรัฐมนตรี เนื่องจากรัฐบาลชุดปัจจุบันมีความสามัคคีและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างเหนียวแน่น

ประโยชน์จากการดึง DGA กลับสู่สังกัดดีอี

ภายหลังการโอนย้ายสำเร็จ นายไชยชนกจะเป็นผู้กำกับดูแล DGA ด้วยตนเอง ซึ่งจะทำให้กระทรวงดีอีสามารถควบคุมแอปพลิเคชันทางรัฐที่มีผู้ใช้งานมากถึง 30 ล้านคนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

นอกจากนี้ การบูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานต่างๆ อย่างเป็นระบบจะช่วยให้การดูแลและช่วยเหลือประชาชนเป็นไปตามความต้องการที่แท้จริง โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในทุกภาคส่วนของการทำงาน

แผนเจรจาเพิ่มกำกับดูแลแพลตฟอร์มต่างชาติ

นอกเหนือจากภารกิจหลักแล้ว รมว.ดีอียังได้ประกาศแผนการสานต่อนโยบายเดิม โดยมุ่งเน้นการยกระดับกฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและสแกมเมอร์ ซึ่งแม้จำนวนเหตุการณ์จะลดลง แต่ยังคงส่งผลกระทบต่อจิตใจของประชาชนอย่างรุนแรง

ที่สำคัญคือ การเพิ่มการกำกับดูแลแพลตฟอร์มจากต่างประเทศ โดยนายไชยชนกชี้ว่า ในช่วงวิกฤตเช่นนี้ ทุกประเทศจำเป็นต้องมองผลประโยชน์ของตนเองเป็นหลัก จึงถือเป็นโอกาสอันดีที่ไทยจะสร้างอำนาจต่อรองเพื่อประโยชน์ของชาติ

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

แผนการเจรจาจะครอบคลุมประเด็นสำคัญหลายด้าน ได้แก่

  • การลดค่า GP ที่แพลตฟอร์มเรียกเก็บจากร้านค้าและไรเดอร์
  • การเรียกเก็บภาษี จากแพลตฟอร์มต่างชาติอย่างเป็นธรรม
  • การกำหนดค่าบริการ โดยเฉพาะในส่วนของบริการขนส่ง เพื่อสร้างความสมดุลและความเป็นธรรมในตลาด

รมว.ดีอีย้ำว่า การดำเนินการดังกล่าวจะช่วยปกป้องผลประโยชน์ของประเทศไทยและส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว