วันพักโทษทักษิณ คืนบ้านจันทร์ส่องหล้า ติดกำไล EM เงื่อนไขเข้มข้น
วันพักโทษทักษิณ คืนบ้านจันทร์ส่องหล้า ติดกำไล EM

วันพักโทษทักษิณ ชินวัตร คืนบ้านจันทร์ส่องหล้า พร้อมติดกำไล EM

วันเข้าพักโทษของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ได้มาถึงแล้ว บรรยากาศหน้าเรือนจำกลางคลองเปรมเต็มไปด้วยผู้คน ทั้งครอบครัวชินวัตร แกนนำพรรคเพื่อไทย และมวลชนเสื้อแดงที่มารอต้อนรับอย่างเนืองแน่น ภาพการโอบกอดอันอบอุ่นของครอบครัวและการทักทายโบกไม้โบกมือเกิดขึ้น ก่อนที่นายทักษิณจะเดินทางไปยังกรมคุมประพฤติเพื่อติดกำไลอิเล็กทรอนิกส์ (EM) และรับทราบกฎเกณฑ์ 11 ข้อ ซึ่งรวมถึงการห้ามเยี่ยมหรือติดต่อกับผู้ต้องขังอื่นที่ไม่ใช่ญาติ ถือเป็นเงื่อนไขที่เข้มงวดมาก นอกจากนี้ยังต้องรายงานตัวเดือนละ 1 ครั้ง ก่อนเดินทางกลับเข้าบ้านจันทร์ส่องหล้า

ประเด็นเรื่องกำไล EM ยังคงเป็นที่ค้างคาใจของครอบครัวและแฟนคลับ ว่าทำไมต้องติดทั้งที่เป็นคนสูงวัย และอาจกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การวิเคราะห์ในครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า วันนี้เป็นวันของทักษิณและครอบครัว แต่มิใช่ตลอดกาล สิ่งที่น่าสนใจคือทั้งครอบครัว แกนนำพรรค และแกนนำมวลชนเสื้อแดงต่างแสดงความคิดเห็นน้อยมากเกี่ยวกับการพักโทษครั้งนี้ ทั้งที่ปกติแล้วเสียงวิจารณ์เรื่องความไม่เป็นธรรมจะพรั่งพรูออกมา แม้แต่นายทักษิณเองก็ดูสงบเสงี่ยม พูดเพียงว่าไปจำศีลมา ตอนนี้จำอะไรไม่ได้ ไม่มีประโยคอื่นใด แม้จะมีการจอดรถและลดกระจกทักทายมวลชนและสื่อ ซึ่งตรงข้ามกับอุปนิสัยที่ชอบพูดและเป็นข่าวของเขา

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ที่น่าสังเกตคือไม่มีระดับรัฐมนตรี โดยเฉพาะในโควตาพรรคเพื่อไทย ไปปรากฏตัวต้อนรับนายทักษิณ ยกเว้นรัฐมนตรีใหม่ทายาทบ้านใหญ่เชียงราย ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าอาจมีข้อตกลงลับหรือดีลที่เจรจาตกลงกันไว้ก่อนแล้ว เพราะในเชิงการเมือง ภาพสำคัญมักผ่านการเจรจาล่วงหน้า มีเพียงนายกรัฐมนตรีและนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ย้ำคำพูดเดิมว่าเคารพนับถือในฐานะอดีตผู้บังคับบัญชาและทำงานร่วมกันมานับ 20 ปี ยืนยันจะไปเยี่ยมเยียนหลังพ้นโทษ แต่ช่วงนี้ควรเป็นเวลาของครอบครัว เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นใหญ่ที่ผู้คนและคอการเมืองเฝ้าจับตา แต่ถึงเวลาจริงกลับมีเพียงไม่กี่คนที่พูดถึง ท่ามกลางคำถามที่น่าสนใจว่านายทักษิณจะขยับเคลื่อนไหวอย่างไรนับจากนี้ และจะมีส่วนสนับสนุนพรรคเพื่อไทยหรือไม่ หรือจะถอยห่างจากการเมืองและส่งมอบพรรคให้กับคลื่นลูกใหม่ที่นำโดยน.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และนายยศชนันท์ วงศ์สวัสดิ์ หลานชาย ที่เป็นรองนายกรัฐมนตรีควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และหัวหน้าทีมพรรคเพื่อไทยในรัฐบาล

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

การพักโทษ 4 เดือน กับอนาคตทางการเมือง

การพักโทษครั้งนี้ แม้ต้องอยู่ในการดูแลของสำนักงานคุมประพฤติอีก 4 เดือน ก่อนพ้นโทษจริงในวันที่ 9 กันยายน 2569 แบ่งได้เป็น 2 ช่วง คือระหว่าง 4 เดือนนี้กับหลังพ้นโทษ ในช่วง 4 เดือนนี้เชื่อว่านายทักษิณจะขยับทางการเมืองไม่มากนัก และจะระมัดระวังเพื่อไม่ให้กระทบสัมพันธภาพที่ดีระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย ส่วนใหญ่จะเป็นเวลาสำหรับครอบครัวและการพักผ่อน อาจมีงานอีเวนต์บ้างแต่ไม่มาก ส่วนงานการเมืองที่เกี่ยวกับพรรคเพื่อไทย อาจให้คำปรึกษาเรื่องการส่งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ลงสมัครในนามพรรคเพื่อไทยหรือไม่ เพราะถึงขณะนี้พรรคยังไม่ตกผลึก แม้ว่าเลือกตั้งสก. ปี 2565 พรรคเพื่อไทยจะได้ถึง 20 คน มากกว่าทุกพรรคและผู้สมัครอิสระ จนคว้าตำแหน่งประธานสภากทม. แต่ในเชิงลึกไม่มีใครประเมินได้ว่านายทักษิณจะขับเคลื่อนหรือลุยงานการเมืองแค่ไหน เพราะยังต้องพึ่งพาพรรคภูมิใจไทยในการเร่งผลงานแข่งกับเวลา โดยเฉพาะผลพวงจากความไม่สงบในตะวันออกกลางที่กระทบราคาน้ำมันและสินค้าอุปโภคบริโภค จนนำไปสู่การผลักดัน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ที่พรรคเพื่อไทยต้องช่วยผลักดันในรัฐสภา และจะต่อด้วยโครงการแลนด์บริดจ์ที่มีทั้งฝ่ายหนุนและฝ่ายค้าน ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่พรรคภูมิใจไทยต้องขอให้พรรคเพื่อไทยช่วย โดยมีข้อแลกเปลี่ยนสำคัญคือการนำน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กลับบ้าน แม้ระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการคุมขังนอกเรือนจำ พ.ศ.2567 จะออกมาแล้ว แต่ก็ต้องมีต้นเรื่องดำเนินการ หากรัฐบาลที่นำโดยพรรคภูมิใจไทยยังควบคุมดูแล โอกาสก็ยังยาก เว้นแต่จะมีอะไรที่เป็นเรื่องลับ

นายทักษิณยังมีคดีมาตรา 112 ที่ก่อนหน้านี้สื่อหลายสำนักรายงานว่าอัยการสูงสุดยื่นอุทธรณ์แล้วตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 และศาลอาญารับอุทธรณ์แล้ว นอกจากนี้ยังมีภาระต้องจ่ายภาษีหุ้นชินคอร์ปฯ 1.7 หมื่นล้านบาท หลังศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรพิพากษากลับให้ต้องจ่ายภาษีเงินได้จากการขายหุ้นให้กลุ่มเทมาเส็กจากสิงคโปร์เมื่อปี 2549 โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สั่งการให้กรมสรรพากรดูรายละเอียดคำพิพากษาและเริ่มกระบวนการจัดเก็บภาษีย้อนหลัง สะท้อนว่าสองพรรคใหญ่ยังต้องพึ่งพากัน พรรคเพื่อไทยเชื่อว่าจะยังไม่สร้างปัญหาให้รัฐบาล เพราะมีพรรครอเสียบและลุ้นให้เกิดข้อขัดแย้ง แต่ในอนาคตเป็นอีกเรื่อง เพราะพรรคเพื่อไทยและนายทักษิณคงต้องการให้พรรคกลับมาผงาดเป็นพรรคใหญ่อีกครั้ง

ส่วนพรรคภูมิใจไทยเชื่อว่าในระยะสั้นคงไม่หวาดระแวงหรือต้องจับตาความเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทยหรือนายทักษิณ เพราะเชื่อในศักยภาพ ความได้เปรียบทั้งเสียงสนับสนุนในสภา สายสัมพันธ์กับกองทัพ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และฐานมวลชน เพียงแต่พรรคเพื่อไทยต้องสนับสนุนโครงการสำคัญของรัฐบาล เช่น แลนด์บริดจ์ ส่วนนายทักษิณจะมีกิจกรรมทางการเมืองหรืออีเวนต์บ้างก็เป็นเรื่องปกติ แต่โอกาสกลับมาเปี่ยมบารมีดังเดิมนั้น พรรคภูมิใจไทยคงประเมินแล้วว่ายาก